วันก่อนมีคนส่งข้อความมาถามว่า อยาก พักชำระหนี้ ตามมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในสถานการณ์โควิด-19” (ใครอยากทราบว่า สถาบันการเงินไหนมีมาตรการอย่างไร สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่นี่ค่ะ) แต่ประเด็นคือ กลัวว่า ถ้าพักชำระหนี้แล้ว จะเสียเครดิต เสียประวัติโดยเฉพาะในศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือเครดิต บูโร แล้วกลายเป็นจะทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคตได้ลำบาก
.
ดิฉันไหว้วานเพื่อนที่สนิทกันไปสอบถามจากทางเครดิตบูโรมาให้แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบชัดเจนจนกระทั่งเพื่อนคนเดิมส่งข้อเขียนของคุณสุรพลโอภาสเสถียรผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรมาให้อ่านบอกว่า “เผื่อเป็นประโยชน์” และเผื่อจะตอบคำถามที่ยังค้างคาใจได้
.
คุณสุรพล เขียนไว้แบบนี้ค่ะ การปรับโครงสร้างหนี้มี 3 แบบ ง่ายๆ เพื่อความเข้าใจ
.
1.ปรับโครงสร้างหนี้แบบป้องกันใช้กับลูกหนี้ที่ผ่อนชำระมาดีตลอด แต่มาเจอเหตุการณ์ ทำให้รายได้หายไปชั่วคราว แต่เชื่อว่ายังมีศักยภาพ และทำมาหากินได้ในอนาคตหลังเหตุการณ์ การปรับแบบนี้จะยังถือว่า “เป็นหนี้ปกติเหมือนเดิม” เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศออกมารองรับ กลุ่มนี้คือที่กำลังกังวลอยู่ ดังนั้น ขอให้เดินไปคุยกับเจ้าหนี้ให้เร็ว
.
2.กลุ่มที่เป็นหนี้เสียอยู่แล้ว คือ ค้างชำระเกิน 3 งวดแล้ว ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลก่อนการเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ กลุ่มนี้จะเรียกว่า ปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา คือ มีคำว่า “มีปัญหา” ต่อท้าย ทางเลือกมีไม่มากเพราะไม่ต้องการถูกดำเนินคดี ดังนั้น ต้องรีบเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ หรือเดินไปหาเจ้าหนี้ การหนีหน้า หนีหนี้ไม่มีประโยชน์ สามารถหาข้อมูลจากคลินิกแก้หนี้ หรือโทรไปที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร 1213 ของธนาคารแห่งประเทศไทย
.
3. กลุ่มที่เจอเหตุการณ์หนักมาก รายได้หายไปหมด เรียกว่า income shock และมีหนี้บ้าน บัตร รถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคลต้องผ่อน ต้องรีบไปขอพักชำระหนี้ คือแขวนต้นเงินไว้ก่อน แขวนดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายไว้ก่อน ถ้ายังมีกำลัง ก็อาจจ่ายได้แค่ดอกเบี้ยนิดๆ หน่อยๆ อันนี้ คือ ที่เรียกว่า “พักชำระหนี้” ดังนั้น ในประวัติการชำระหนี้ก็จะบอกว่า ตอนนี้บัญชีนี้อยู่ระหว่างการพักชำระหนี้ วันไหนกลับมาได้ก็จะกลับมาเป็นปกติ
.
คุณสุรพลบอกในตอนท้ายด้วยว่าประวัติการผ่อนชำระหนี้จะเป็นไปตามจริงแต่จะมีการผ่อนผันมากๆในปี 2563 ถึง 2564 โดยที่ลูกหนี้ต้องเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้นำเอกสารหลักฐานไปเจรจาด้วยอย่าเจรจาปากเปล่า
.
อ่านรอบแรกก็เหมือนจะ “ชัด” แต่หลายคนอาจจะมีคำถามเหมือนดิฉันว่าความแตกต่างระหว่างกรณีที่ 1 กับกรณีที่ 3 คืออะไร
.
ถ้าจะให้ตีความแบบเข้าใจเอง (ซึ่งไม่รู้ว่าถูกหรือไม่) ในกรณีที่ 1 การปรับโครงสร้างหนี้แบบป้องกัน เครดิต บูโร คงจะดูประวัติการชำระหนี้ก่อนหน้านี้ว่า เราเป็นลูกหนี้ที่ดีมาตลอด และต้องการปรับโครงสร้างหนี้แบบป้องกัน หมายถึง “ปรับเฉพาะหนี้ประเภทใดประเภทหนึ่ง” หรืออาจจะมากกว่าหนึ่งประเภท
.
แต่ไม่ใช่ “พักชำระทุกประเภท” เหมือนกรณีที่ 3 ที่ต้องหยุดพักการชำระหนี้ทั้งต้นและดอก ขณะเดียวกัน ระยะเวลาการปรับโครงสร้างหนี้แบบป้องกันในกรณีที่ 1 ก็น่าจะเป็นการพักชำระหนี้ระยะสั้น และเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ตามเงื่อนไขที่แบงก์กำหนดตามกรอบมาตรการช่วยเหลือตามรายละเอียดของแบงก์ชาติที่แชร์ไว้ให้ด้านบน
.
ส่วนกรณีที่ 3 ถ้าพิจารณาจากข้อมูลตรงนี้ ถึงแม้ว่า จะเคยเป็นลูกหนี้ที่ดีมาก่อน แต่ผลกระทบจากรายได้ที่หายไปน่าจะกินลึกยาวนาน กระทบกับหนี้ทุกก้อนที่ก่อ และโอกาสจะกลับมาชำระหนี้ได้ปกติในเวลาอันรวดเร็วมีน้อยกว่ากรณีที่ 1 สถานะที่แสดงในข้อมูลเครดิต ก็จะแสดงว่า เราเป็นกลุ่ม “ผิดนัดชำระหนี้”
.
ถึงข้อมูลที่ท่านผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโรแจ้งไว้จะค่อนข้างชัดแต่สารภาพตามตรงว่าดิฉันไม่แน่ใจว่าถ้าท่านเดินเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้เพื่อพักการชำระหนี้ตามมาตรการช่วยเหลือเยียวยาสุดท้ายสถานะในศูนย์ข้อมูลเครดิตของท่านจะ “ปกติ” เหมือนกรณีที่ 1 หรือ “ผิดนัดชำระหนี้” เหมือนกรณีที่ 3 โดยเฉพาะถ้าสถานะความเป็นหนี้ของท่านมันก้ำๆ กึ่งๆ
.
ดังนั้น ถ้าจะให้กลับไปตอบคำถามแรกที่มีคนถามมาว่าอยาก พักชำระหนี้ หนี “โควิด” แต่กลัวเสียเครดิตทำไงดี ดิฉันก็ขอให้หลักคิดง่ายๆ ว่า ถ้าท่านยังมีความสามารถในการชำระหนี้ แปลว่ายังมีรายได้และยังพอชำระหนี้ได้ เพียงแต่กลัวว่ารายได้ในอนาคตจะไม่แน่นอน ก็เลยอยากหยุดพักไว้ก่อน กรณีนี้ขอให้ผ่อนชำระตามปกติจะดีกว่าค่ะ
.
แต่ถ้าท่านเป็นผู้ได้รับผลกระทบจะมากหรือน้อยก็ตาม และเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระหนี้ ก็ขอให้ท่านเจรจากับเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะเข้าเงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (กรณีที่ 1) หรือเข้าเงื่อนไขผิดนัดชำระหนี้ (กรณีที่ 3) ก็ขอให้ท่านยอมรับ
.
เพราะในความเป็นจริงก็คือเราไม่มีความสามารถในการชำระหนี้แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องว่ากันตามนั้นค่ะ
.
