เคยคุยกับ ดร.ดารัตน์ ศิริวิริยะกุล วิภาตะกลัศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในจังหวัดนครสวรรค์ ท่านอธิการบดีบอกว่า เจตนารมณ์ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของท่านผู้ก่อตั้ง คือ คุณจรูญและคุณหทัย ศิริวิริยะกุล ซึ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่ของท่านอธิการฯ คือ การให้เยาวชนของชาติ ‘มีความรู้’ เพราะการศึกษาคือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด เมื่อคนมีความรู้ อย่างน้อยที่สุด เขาก็นำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์กับทั้งตัวเอง ครอบครัว คนรอบข้าง รวมถึงประเทศชาติ ดังนั้น หลักคิดสำคัญของมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา อีกประการหนึ่งคือ ต้องไม่มีเด็กลาออกจากที่นี่ เพียงเพราะ ‘ขาดแคลนทุนทรัพย์’
.
ในแต่ละปี ทางมหาวิทยาลัยและองค์กรธุรกิจที่เป็นพันธมิตรจึงแจกทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาทุกปี มีทั้งทุนเรียนดี ทุนขาดแคลน ทุนสำหรับนักศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น แม้กระทั่งทุนสำหรับนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เดินทางไกลจากใต้สุดขึ้นมาเรียนในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยทางมหาวิทยาลัยช่วยดูแลเรื่องที่พักให้อีกต่างหาก
.
ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเห็นข่าวที่หลายคนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ด้วยเหตุผลที่หนึ่ง ถ้าไม่ใช่เรื่องของความรัก ก็จะเป็นเรื่องที่สอง คือ ปัญหาหนี้สินรุมเร้า
.
เรื่องของความรัก ส่วนใหญ่ถ้าไม่ตายคนเดียวก็อาจจะมีคนที่ทำให้ผิดหวังเรื่องความรักตายไปด้วย แต่เรื่องของ หนี้ ความไม่อยากห่วงหน้าพะวังหลัง ทำให้ความตายอาจจะเกิดขึ้นกับทั้งครอบครัว ลูกเล็กเด็กแดงก็ไม่เว้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดค่ะ
.
จะว่าไปตามจริงปัญหาทั้งหมดแก้ไข (รวมทั้งป้องกัน) ได้ด้วย ‘ความรู้’ หรือการให้การศึกษาอย่างถูกต้องเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งและสร้างความมีคุณค่าให้ตัวเองให้กับพวกเขาซึ่งสำหรับคนที่คิดจะเป็นหนี้นั้นไม่ใช่แค่ความรู้ในการก่อหนี้เท่านั้นที่จำเป็นแต่ต้อง ‘รู้’ ให้มากกว่านั้นเพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องตายเพราะเป็นหนี้ค่ะ
.
รู้ประการแรกคือ ‘รู้ตัว’ ต้องตั้งสติก่อนก่อหนี้ทุกครั้งว่า หนี้ที่เรากำลังจะก่อนั้น เป็นหนี้ที่จำเป็นจริงหรือไม่ เช่น หนี้สำหรับซื้อที่อยู่อาศัย หนี้สำหรับซื้อรถ (ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่) หนี้สำหรับการศึกษา หรือหนี้เพื่อรักษาพยาบาล แบบนี้จำเป็นค่ะ ส่วนหนี้ที่กู้มาเพื่อซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ กระเป๋าใบใหม่ หรือกู้มาเพื่อตอบสนองความอยากไปเที่ยวต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งกู้มาเพื่อจัดงานวันเกิด แบบนี้เป็นของไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย เกินฐานะ
.
เคยมีคนถามเหมือนกันว่าถ้าต้องกู้เงินมาทำจมูกเสริมหน้าอกหรือศัลยกรรมความงามแบบนี้เรียกว่าฟุ่มเฟือยหรือไม่ตอบเลยค่ะว่าไม่เสมอไปเพราะบางคนต้องใช้รูปร่างหน้าตาทำงานเมื่อศัลยกรรมแล้วมีงานมากขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบนี้ก็เรียกว่าเป็นการกู้ที่ก่อให้เกิดรายได้เป็น หนี้ ดีได้เหมือนกัน
.
รู้ประการที่สองคือ ‘รู้ความสามารถของตัวเอง’ เราต้องวางแผนหรือคำนวณล่วงหน้าเลยค่ะว่า หนี้ที่เราก่อนั้น มีภาระต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่ ภายในระยะเวลากี่ปี แล้วตลอดอายุหนี้นั้นเรามีความสามารถในการชำระได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ตรงนี้หลายคนบอกว่า ‘ยาก’ เพราะใครบ้างจะรู้อนาคตตัวเอง ยิ่งกู้ซื้อบ้านอายุหนี้ 20-30 ปี วันนี้ผ่อนไหว อีก 5 ปีผ่อนไหว แต่อีก 10 ปี อาจจะตกงานรายได้เป็นศูนย์ก็ได้
.
จริงๆ เรื่องนี้ต้องกลับไปตั้งต้นที่หลักพื้นฐานว่า เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือนเผื่อเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้แหละค่ะ เพราะถ้าเรามีเงินสำรองเผื่อไว้ ก็เท่ากับว่า เรามีเวลาหายใจ คิดขยับขยายหรือคิดหารายได้ในช่วงเวลา 6 เดือน มันก็จะพอบรรเทาความตึงเครียดทางการเงินให้เราได้
.
คนส่วนใหญ่ที่เป็นหนี้แล้วพอมีเหตุการณ์ที่ชีวิตพลิกผันตัดสินใจฆ่าตัวตายหนีหนี้ก็เพราะไม่มีเงินสำรองในส่วนนี้พอเกิดปัญหาปุ๊บก็โดนหนี้ล็อคคอทันที
.
การกู้ไม่เกินกำลังตัวเองและการมีเงินสำรองฉุกเฉินจะช่วยคลี่คลายปัญหานี้ได้ค่ะ
.
รู้ประการที่สามคือ ‘รู้วางแผนใช้จ่าย’ เพราะหลังการก่อหนี้ ต้องยอมรับว่า เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในแต่ละเดือน เราต้องวางแผนใช้จ่ายอย่างอื่นให้ดีค่ะ อาจจะลดมาตรฐานการใช้ชีวิตลง เช่น จากการที่เคยออกไปทานข้าวนอกบ้านมื้อใหญ่เดือนละ 2 ครั้ง บางเดือน (หรือทุกเดือน) ก็อาจจะลดลงเหลือครั้งเดียว ลดความถี่ในการช็อปปิ้งลงบ้าง หรือถ้าไม่ต้องการลดเรื่องฟุ่มเฟือยลง ก็ต้องหาทางเพิ่มรายได้ค่ะ แต่จะให้ดี ก็ควรทำทั้งสองทางคือ ลดรายจ่ายด้วยและเพิ่มรายได้ด้วย ก็จะทำให้เรามี ‘ส่วนต่าง’ ระหว่างรายรับกับรายจ่ายมากขึ้น
.
‘ส่วนต่าง’ ตรงนี้ถ้านำไปโปะ หนี้ เพิ่มให้หมดเร็วก็ยิ่งดีหรือจะเก็บไว้เพิ่มในบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินก็ได้ค่ะ
.
จริงๆยังมีเรื่อง ‘ต้องรู้’ มากมายแต่ถ้าเรารู้ทั้ง 3 เรื่องนี้ก่อนก่อหนี้คือรู้ตัวรู้ความสามารถของตัวเองและรู้วางแผนใช้จ่ายเรื่องหนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กๆที่ทำลายชีวิตเราครอบครัวเราและคนที่เรารักไม่ได้แล้วค่ะ
.

Comments (0)