ความน่าเชื่อ ถือคือปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหลายมิติ เราไปดูกันครับ ว่าความน่าเชื่อถือคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และจะสร้างให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
.
ความน่าเชื่อถือคืออะไร
.
มิติแรก มองในแง่ของความเป็นเหตุเป็นผล ความน่าเชื่อถือ ในมุมนี้ก็คือ ผลที่เกิดขึ้นต้องมาจากเหตุที่เป็นไปได้อย่างสอดคล้องกัน และในทางกลับกัน เหตุที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่ดีจะต้องก่อให้เกิดผลที่เป็นไปตามที่คาดหวังด้วย จึงจะเกิดเป็นความน่าเชื่อถือ
.
ยกตัวอย่างเช่น ราคาหุ้นของบริษัทหนึ่งปรับเพิ่มขึ้น หากเป็นผลที่เกิดจากเหตุที่ผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นมีกำไรมากกว่าที่ตลาดคาด แบบนี้เรียกว่ามีความน่าเชื่อถือ แต่หากราคาหุ้นขึ้นแรงทั้งๆ ที่ผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นขาดทุน แบบนี้เรียกว่าไม่น่าเชื่อถือ
.
หรือกรณีที่บริษัทหนึ่งได้ทุ่มเงินลงทุนกับโครงการหนึ่งด้วยมูลค่ามหาศาล โดยคาดหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาอย่างคุ้มค่า แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงกำหนดเวลานั้นแล้ว ผลกลับไม่เป็นไปตามคาด แบบนี้เรียกว่า ไม่น่าเชื่อถือ แต่ถ้าผลตอบแทนกลับมาตามคาดหรือสูงกว่าคาด แบบนี้เรียกว่าน่าเชื่อถือ
.
มิติที่สอง มองในเชิงเปรียบเทียบ โดยดูว่าความจริงที่ปรากฏกับสิ่งที่ใครต่อใครบอกกล่าวกันไว้ก่อนหน้านั้น ถูกต้องตรงกันหรือไม่ หากตรงกัน ความน่าเชื่อถือก็เกิด แต่ถ้าไม่ตรงกัน ก็จะเกิดเป็นความไม่น่าเชื่อถือ
.
ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินแห่งหนึ่งบอกกับนักข่าวว่า การตั้งราคาขายหุ้น IPO ของบริษัทหนึ่งอยู่ที่ระดับพีอี (P/E – อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น) 30 กว่าเท่า ซึ่งค่อนข้างสูง เพราะบริษัทนี้มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งจะทำให้ค่าพีอีลดลงได้ในอนาคต แต่เมื่อประกาศผลการดำเนินงานออกมา ปรากฏว่า ผลกำไรบริษัทนั้นลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอย่างมาก ไม่ได้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างที่บอกแต่อย่างใด แบบนี้คือความไม่น่าเชื่อถือ แต่ถ้าผลกำไรโตมากจริงอย่างที่บอก ความน่าเชื่อถือย่อมเกิดขึ้น
.
หรือกรณีที่ผู้บริหารบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯออกมาให้ข่าวว่ารายได้ปีนี้จะเติบโต 20% แล้วผลการดำเนินงานจริงออกมาว่าเติบโตสูงถึง 25% แบบนี้ความน่าเชื่อถือย่อมตามมาอย่างแน่นอนถ้าเติบโตแค่ 10% ก็ยังไม่ถึงกับทำให้ความน่าเชื่อถือหมดไปเสียทีเดียวแต่อาจจะสั่นคลอนความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง แต่ถ้าไม่เติบโตเลยแถมยังหดตัวอีกด้วยแบบนี้ย่อมทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ความน่าเชื่อถือ ถ้าเกิดขึ้นในระดับตัวบุคคล ก็จะเป็นตัวเปิดโอกาสหลายๆ อย่าง เช่น ได้รับการส่งเสริมให้ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญ หรือได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินโดยง่าย
.
ถ้าเกิดขึ้นในระดับนิติบุคคลหรือบริษัท องค์กรต่างๆ ก็จะทำให้ได้รับการสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะจากหน่วยงานรัฐ เอกชน หรือจากนักลงทุนกลุ่มต่างๆ
.
เมื่อรู้นิยามของความน่าเชื่อถือและความสำคัญของสิ่งนี้แล้ว หลายคนคงอยากรู้ว่า การจะสร้างความน่าเชื่อถือต้องทำอย่างไร
.
ก็ต้องย้อนกลับไปดูสิ่งที่ผมเขียนไว้ข้างต้น คือ จะพูดหรือจะเขียนอะไร ต้องยืนอยู่บนความเป็นไปได้ของเหตุและผล ไม่ใช่พูดเขียนแบบเอามันหรือเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง เช่น กรณีบริษัทแห่งหนึ่งถูกศาลตัดสินให้ต้องชดใช้เงินให้กับรัฐเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แล้วมีใครคนนึงนำไปเขียนว่า บริษัทนี้จะต้องล้มละลายแน่ๆ อยู่ไม่ได้แน่ๆ โดยไม่ได้ไปดูสถานะทางการเงินของบริษัทนี้เลยว่า เขามีกำไรสะสมอยู่หลายหมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิปีละหลายพันล้านบาท กับเงินที่ต้องจ่ายแค่ไม่กี่ร้อยล้านบาท ย่อมไม่ทำให้บริษัทนี้สะท้านสะเทือนแต่อย่างใด คนที่วิจารณ์โดยไม่ได้อิงข้อมูลข้อเท็จจริง ย่อมเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ
.
กับอีกหลักหนึ่งคือต้องไม่พูดพล่อยๆในเรื่องของเป้าหมายหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเพราะหากพูดไปแล้วสิ่งนั้นไม่เกิดก็จะสร้างความไม่น่าเชื่อถือทันที
.
หาก ความน่าเชื่อถือ ติดลบ กว่าจะดึงกลับมาให้เป็นบวกได้นั้นไม่ง่าย ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังอย่าให้ตกอยู่ในสถานะของผู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ
.
ส่วนคนหรือบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือเป็นบวกอยู่แล้วก็ต้องรักษาไว้ให้ดีและหากมีจังหวะและโอกาสก็ต้องทำให้ความน่าเชื่อถือเพิ่มพูนขึ้นด้วย
.
