ตอนเด็กๆ ดิฉันชอบไปโรงเรียน ชอบเรียนหนังสือ แต่ไม่ชอบสอบ เวลาจะสอบทีไร มีเหตุให้ปวดหัวตัวร้อนป่วยไข้ทุกที จนแม่เคยตั้งข้อสังเกตว่า ที่ไม่สบายช่วงใกล้สอบเสมอๆ นี่น่าจะเป็นเพราะความเครียด เหมือนกับเรากลัวการสอบ ที่ผลการสอบมันจะบอกถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสิ่งที่เรียนมา
.
และดิฉันก็มักจะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่
.
จนเรียนจบมาทำงาน ดิฉันทำได้ดีกว่าตอนเรียนเยอะเลยค่ะ เพราะคิดเองว่า การทำงานมันไม่ต้องสอบ เราก็เลยผ่อนคลายขึ้น โดยที่เราลืมนึกไปว่า ระหว่างทางมันมีเรื่องที่เป็นบททดสอบอยู่ตลอด แค่เราไม่รู้สึกกดดันเหมือนเวลาอาจารย์ตรวจข้อสอบหรือให้คะแนนแค่นั้นเอง
.
และกว่าจะรู้ว่า ยิ่งผ่านบททดสอบมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น ก็ต้องใช้เวลาผ่านบททดสอบหนักๆ มาหลายรอบอยู่เหมือนกัน รวมถึงบททดสอบในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย
.
บททดสอบรอบนี้ต้องถือว่าหนักหนาที่สุดค่ะ เคยมีคนมาถามว่า หนักที่สุดในรอบกี่ปี ก็หนักที่สุดตั้งแต่เกิดมาแหละค่ะ ใครเคยเจออะไรแบบนี้บ้าง ที่อยู่ๆ ออกจากบ้านไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ คนขายข้าวปลาอาหารต้องปิดร้าน ตลาดนัดต้องปิด ห้างสรรพสินค้าต้องปิด ทุกคนต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ใครทำงานที่บ้านได้ก็ยังพอมีรายได้ แต่ถ้าใครทำงานไม่ได้ รายได้ก็เท่ากับศูนย์ คือ รายได้หายไปเลย
.
แม้ว่า การล็อคดาวน์จะผ่านไป 3 เดือนแล้ว และตอนนี้เราเดินทางมาถึงการคลายล็อคดาวน์ระยะที่ 4 ผู้คนออกมาทำมาหากินกันได้เกือบจะปกติตามวิถีใหม่ที่เรียกว่า New Normal แต่หลายคนยังหาทางกลับไม่เจอ บางคนหลงทางไปไกล บางคนพอตั้งหลักได้แต่ก็ยังเดินเซนิดๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะ “ความเปราะบางทางการเงิน” ของแต่ละคนมันไม่เท่ากันค่ะ
.
วันนี้ก็เลยอยากจะชวนให้ลองเช็คความเปราะบางทางการเงินของตัวเองกันดู หลังจากที่ผ่านช่วงหนักที่สุดของโควิด-19 มาแล้ว ลองเทียบเคียงจากข้อมูลผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,998 ทั่วประเทศ ในหัวข้อ “แนวทางการจัดระบบสวัสดิการสังคม เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19” ของ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ที่นำเสนอภายในงานแถลงข่าว “ทุกข์ถ้วนทั่ว ต้องอุดรอยรั่ว ด้วยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” จัดโดยเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ก็ได้ค่ะ
.
ผลสำรวจบ่งบอกว่า ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประชาชน 72% มีรายได้ประจำและมีงานทำ โดยในจำนวนนี้ 45% มีรายได้ใกล้เคียงกับรายจ่าย อีก 24% มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ส่วนที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้อยู่ที่ 25% และมีครัวเรือนอีกประมาณ 6% ที่แทบจะไม่มีรายได้เลย
.
ส่วน “กันชนทางการเงิน” ที่รองรับกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พบว่า ครัวเรือน 19% มีทรัพย์สินทางการเงินที่รองรับกับสถานการณ์ได้ไม่เกิน 1 เดือน กลุ่มที่มากที่สุด 36% รองรับได้เพียง 1-3 เดือน อีก 20% รองรับได้ 4-6 เดือน มีเพียง 7% ที่รองรับได้มากกว่า 1 ปี และ 18% ของกลุ่มตัวอย่างไม่เคยประเมินกันชนทางการเงินของตนเองเลย
.
ถ้าดูจากผลสำรวจตรงนี้ จะสะท้อนว่า คนมีงานทำ มีรายได้ประจำ กลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นกลุ่มที่มีรายได้ใกล้เคียงกับรายจ่าย แปลว่า ใช้แบบเดือนชนเดือน ไม่เหลือเก็บออม ขณะที่ความสามารถในการรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ที่ 1-3 เดือน
.
ค่อยๆ นึกช้าๆ นะคะว่าตั้งแต่รัฐบาลประกาศล็อคดาวน์ในช่วงครึ่งเดือนหลังของมีนาคม กินเวลาถึงเมษายนเต็มเดือน และพฤษภาคมอีกเกือบทั้งเดือน ก่อนที่จะเริ่มคลายล็อคแบบจริงจังในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ระยะเวลาล็อคดาวน์แบบแน่นๆ จึงตกประมาณ 2 เดือนกว่าๆ ดังนั้น ถ้าเรามี “กันชนทางการเงิน” หรือ “เงินออม” เพียงพอในช่วง 2-3 เดือน เราคือผู้รอดชีวิต แม้ว่าช่วง 2-3 เดือนนั้น รายได้เป็นศูนย์ก็ตาม อันนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหนี้ เพราะมีมาตรการยืดเวลาผ่อนชำระ พักหนี้และอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ แต่เอาไว้ค่อยว่ากัน
.
เอาแค่เรื่องความเปราะบางทางการเงินเฉพาะหน้าก่อนว่า ลองมองย้อนกลับไปว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา เราทนไหวหรือไม่ ถ้าเราทนไหวและผ่านมาได้แบบสบายๆ ถือว่าเราผ่านบททดสอบความเปราะบางทางการเงินมาได้แบบคว้าเกรด A ในกลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มที่รองรับได้ 4-6 เดือนกับรองรับได้ 1 ปีขึ้นไป
.
ถ้าผ่านมาได้แบบหืดขึ้นคอ คือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่รองรับได้ 1-3 เดือน คาบลูกคาบดอก ก็อาจจะได้ซักเกรด C
.
แต่สำหรับคนที่ขาดรายได้เพียงแค่ 1 เดือน หรือแย่กว่านั้นคือ ผ่านไป 2 อาทิตย์ ก็ไม่มีเงินซื้อข้าวกินแล้ว คุณสอบตกค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าคุณจะสอบซ่อมไม่ได้ เพราะวิกฤติปี 2540 มีคนสอบตกเหมือนคุณในครั้งนี้มากมาย แต่หลายคนเลือกจำบทเรียนนั้นไว้แล้วลงมือทำแบบฝึกหัดใหม่ ปรับทัศนคติเรื่องการทำงานหารายได้ และปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายใหม่
.
หาให้มาก ใช้ให้น้อย
.
วิกฤติรอบนี้คุณอาจจะสอบตก แต่ถ้าวิกฤติรอบหน้ามาถึง คุณอาจจะได้เกรด A และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่ม 7% ของคนที่มีกันชนทางการเงิน รองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจได้เกินกว่า 1 ปีก็ได้
.
ลองสำรวจความเปราะบางทางการเงินของตัวเองกันดูนะคะ
