จากการสังเกตที่ตัวเอง และสอดส่ายสายตาไปรอบๆ ตัว ผมเชื่อว่า “ความเท่าเทียม” ไม่มีจริงในโลก
.
นิ้วมือของคนเราแต่ละนิ้วยาวไม่เท่ากัน หน้าที่ของแต่ละนิ้วก็แตกต่างกัน และนี่คือความปกติของมนุษย์ แต่ถ้าใครก็ตามที่ยื่นมือของเขาออกมาให้เราดูแล้วปรากฏว่านิ้วมือทั้ง 10 นิ้วยาวเท่ากันหมด เราก็แทบจะวิ่งหนีทันที เพราะนั่นคือความผิดปกติที่เข้าขั้นแปลกประหลาดมหัศจรรย์เอามากๆ ทีเดียว
.
ดังนั้น ความไม่เท่าเทียมจึงเป็นธรรมชาติของโลก การพยายามไปทำให้สิ่งที่ไม่เท่าเทียมกันแต่กำเนิดกลายเป็นเท่าเทียม จึงเป็นการกระทำที่ผิดธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น การทำให้นิ้วมือที่สั้นยาวไม่เท่ากันกลายเป็นนิ้วที่ยาวเท่ากัน จะต้องทำศัลยกรรมชั้นสูง ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติ
.
ในเรื่องของการลงทุนก็เช่นกันอย่าไปคาดหวังว่าจะมีการลงทุนในสิ่งใดหรือที่ใดในโลกที่มีความเท่าเทียมไม่ว่าจะมองในมุมใด
.
การเข้าถึงแหล่งทุนก็ไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงข้อมูลก็ไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงผู้บริโภคก็ไม่เท่าเทียมกัน การตั้งราคาก็ไม่เท่าเทียมกัน และอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่เท่าเทียมกัน
.
เมื่อเรายอมรับได้แล้วว่าไม่มีอะไรเท่าเทียมกันในการลงทุนในเชิงกลยุทธ์ของการลงทุนเราก็ต้องใช้หลักของความไม่เท่าเทียมนี่แหละครับเป็นหลักในการลงทุน
.
การใช้หลักความไม่เท่าเทียมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการลงทุนแบบตรงๆ เลยก็มีครับ ศัพท์ของการลงทุนเรียกว่า อาร์บิทราจ (Arbitrage) ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์จากความแตกต่างของราคาสินค้าหรือตราสารการเงินชนิดเดียวกันในตลาดต่างๆ เช่น อนุพันธ์ A เทรดทั้งในตลาดไทยและตลาดเทศ แต่ปรากฏว่าในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาของอนุพันธ์ A ในตลาดไทยกับตลาดเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อหักลบกลบกับค่าใช้จ่ายในการลงทุนระหว่างสองตลาดแล้วก็ยังพบว่าการซื้ออนุพันธ์ A จากตลาดหนึ่งไปขายอีกตลาดหนึ่งสามารถทำกำไรได้ (ในกรณีที่กฎเกณฑ์ต่างๆ เอื้อให้ซื้อขายข้ามตลาดได้) แบบนี้ก็จะมีนักลงทุนที่เก่งกาจทำอาบิทราจเพื่อสร้างกำไรได้
.
แต่หลักความไม่เท่าเทียมที่ผมตั้งใจจะเขียนถึงก็คือการประเมินตัวเองว่าเรามีทุนมากน้อยแค่ไหนอย่างไรเหมาะสมกับการลงทุนแบบไหนอย่างไรเป็นการปรับเทคนิคการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเองโดยที่ไม่ไปยึดติดกับหลักการลงทุนของคนอื่นที่เขาประสบความสำเร็จเพราะคนที่เขาใช้หลักการนั้นแล้วประสบความสำเร็จก็ใช่ว่าเราใช้ตามแล้วจะประสบความสำเร็จไปด้วยเพราะ “ความไม่เท่าเทียม” จะทำให้เงื่อนไขปัจจัยต่างๆที่ใส่เข้าไปในสูตรความสำเร็จนั้นแตกต่างกัน
.
คนที่มีเงินแค่ล้านเดียวกับคนที่มีเงินพันล้าน การเลือกลงทุนในหุ้นย่อมไม่เหมือนกัน คนที่มีเงินมากกว่าสามารถกระจายการลงทุนในหุ้นได้หลายตัวมากกว่า จึงกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า
.
คนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการบริหารและการเงินของกิจการแห่งหนึ่งได้ดีกว่า ย่อมตัดสินใจว่าจะ ลงทุน หรือไม่ลงทุนในกิจการนั้นได้ดีกว่าคนที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้
.
และด้วยเหตุที่ความไม่เท่าเทียมเป็นเรื่องธรรมดาของการลงทุนนี่แหละครับ จึงได้มีการคิดระบบกำกับดูแลการลงทุนขึ้นมา เพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ลงทุน ดังนั้น ผมจึงมักย้ำอยู่เสมอว่า อย่าไปลงทุนในอะไรที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เพราะช่องห่างของความไม่เท่าเทียมมันมากมายเกินกว่าที่เราจะประเมินความเสี่ยงได้
.
แต่ถ้าเรา ลงทุน ในตลาดหรือในตราสารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) หรือขององค์กรที่น่าเชื่อถืออื่นๆ อย่างน้อยๆ เราก็ยังมั่นใจได้ว่าคนที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลมากกว่า มีพละกำลังเงินมากกว่า จะไม่สามารถเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่าได้อย่างสบายอกสบายใจ เพราะยังเกรงกลัวกฎระเบียบหรือกฎหมายอยู่บ้าง
.
เราอยู่บนโลกของความไม่เท่าเทียมก็ต้องใช้ธรรมชาติของสิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ครับ
.

Comments (0)