ผ่าบทเรียน ‘ล้มแล้วลุก’ จากประสบการณ์จริง

ถ้าหันไปมองการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งของคนจำนวนหนึ่งที่ฝากอนาคตไว้เกษียณไว้กับเงินก้อนนี้ ตั้งแต่ต้นปีดัชนีราคาหุ้นปิดทำการวันแรกของปีเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ที่ระดับ 1,595.82 จุด ก่อนจะถูกปัจจัยลบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ฉุดให้ดัชนีราคาปิดที่ระดับ 1,340.52 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลง 16% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี ทำให้บางคนถึงกับเป็นหนี้ 

.

แปลว่าถ้าใครซื้อหุ้นทั้งตลาดตั้งแต่วันแรกของเดือนมกราคมแล้วถือไว้ไม่ได้ทำอะไรจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ อยู่เฉยๆ ก็เท่ากับขาดทุนไปแล้ว 16%

.

ดิฉันก็เข้าข่ายเป็นผู้ประสบภัยด้านการลงทุนไม่แพ้ใครค่ะ เหตุที่ความมั่งคั่งหรือจริงๆ จะเรียกว่าเงินออมหรือเงินลงทุนเกือบ 100% ถูกเก็บสะสมอยู่ในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทั้งกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกองทุนเปิดที่ลงทุนในหุ้นแบบที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแต่ลงทุนเพื่อสะสมทรัพย์และแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนโดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ในวัยเกษียณ

.

เมื่อนั่งทบทวนว่า เป้าหมายคือ “เกษียณ”  เราก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรอเวลา และเชื่อว่า เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลาย (ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่) ความมั่งคั่งของเราจะกลับมา แต่ถ้าเมื่อถึงเวลานั้น สถานการณ์ไม่ดีขึ้น เราก็ต้องปรับแผนยืดเวลาเกษียณออกไป ทำงานและยังไม่หยุดหารายได้

.

หรือในกรณีของบางคนที่วางแผนเกษียณในปีนี้ ไม่มีงานทำแล้ว ไม่มีรายได้แล้ว หวังพึ่งพาเงินที่เราลงทุนในหุ้นหรือในกองทุน ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือต้องลดมาตรฐานการใช้ชีวิตของตัวเองลงจะวาดฝันกินหรูอยู่แพงแซงฐานะก็มีแต่จะลำบากมากขึ้นเท่านั้น

.

แต่ความมั่งคั่งที่ลดลงจากราคาหุ้นที่ลดลงก็ยังเทียบไม่ได้กับความเดือดร้อนของลูกหนี้ที่หลายคนเมื่อเจอกับแรงกดดันในช่วงเวลานี้อาจจะมองไม่เห็นแสงสว่างในชีวิต

.

สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันมีโอกาสขึ้นเวที “กรุงศรีมันนี่เฟสติวัล 2020” จัดโดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งวางแผนออนทัวร์ทั่วประเทศเพื่อส่งต่อความรู้เรื่องการบริหารจัดการหนี้ให้กับประชาชนที่สนใจ รวมถึงลูกหนี้ทั้งหลาย การจัดงานครั้งแรกทางแบงก์กรุงศรีเชิญลูกหนี้มาถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที 2 ท่านค่ะ ท่านแรกเป็นนักแสดงหญิงที่หลายคนคงได้ติดตามเรื่องราวของเธอ ทั้งในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้ประสบปัญหาเจ็บป่วย ทำงานไม่ได้ ขาดรายได้ และมีภาระหนี้สินรุมเร้าหลัก 10 ล้านบาท ก็คือ คุณแวร์โซว์ ส่วนอีกท่านชื่อ “คุณน้อยหน่า” เป็นลูกหนี้ที่ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ และสามารถแก้ปัญหา หนี้ จำนวน 4 ล้านบาทจนสำเร็จลุล่วง

.

ประสบการณ์ตรงจากลูกหนี้ทั้งสองท่านนั้นน่าที่หลายคนจะนำไปใช้ได้ช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ค่ะ

.

ต้องบอกว่า จุดเริ่มต้นการเป็นหนี้ของทั้งสองท่านนั้นแตกต่างกัน เพราะของคุณแวร์ เริ่มเป็นหนี้จากการซื้อคอนโดฯ ห้องแรก กับรถยนต์อีกหนึ่งคัน ซึ่งในช่วงที่เธอมีรายได้เดือนละ 2-3 แสนบาทนั้น การผ่อนชำระหนี้แค่นี้ไม่ใช่ปัญหา จนกระทั่งเธอมีลูกและคิดจะขยับขยายที่อยู่อาศัยให้สะดวกสบายขึ้น จึงตัดสินใจซื้อบ้านเดี่ยวอีก 1 หลัง ตอนนี้ที่ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่เธอก็ยังคงมีรายได้ จนกระทั่งสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านไม่เอื้ออำนวย ทำให้เธอเริ่มป่วย ไม่สามารถทำงานตามปกติได้ รายได้เริ่มหายไป และเธอตัดสินใจซื้อคอนโดฯ ใหม่อีก 1 ห้องเพื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อม แต่อาการป่วยไม่ดีขึ้นกลับแย่ลง เธอทำงานไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ยอมผิดนัดชำระหนี้ ไม่ยอมเสียเครดิต

.

เราเอาเงินเก็บมาใช้ หนี้เราไม่ยอมติดแบล็คลิสต์ มันเสียเครดิตก็ยอมรับว่าตัวเองพลาดที่แบกทุกอย่างไว้เพราะคิดว่ามันคือทรัพย์สินและสุดท้าย ยังไงทั้งบ้านทั้งรถทั้งคอนโดฯ มันก็คือของของเรา ทำให้เราไม่ยอมตัดใจ จนถึงสุดท้ายเราก็ยอมขายทรัพย์สินขายต่ำกว่าทุนขายขาดทุนก็ยอม เพื่อหยุดภาระหนี้ทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่

.

บทเรียนข้อที่ 1 จากกรณีคุณแวร์คือ “วิชาตัวเบา” ต้องทำตัวให้เบา หนี้ มากที่สุดทรัพย์สินที่เกินจำเป็นไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯ ที่เราไม่ได้อยู่อาศัย ต้องทำให้เกิดรายได้ด้วยการปล่อยให้เช่าหรือยอมขาย กรณีที่เราไม่สามารถผ่อนต่อได้จริงๆ

.

ต้องยอมตัดคำว่า “เสียดาย” และ “เสียดาย” ออกไปเพราะมันอาจจะทำให้เราเสียการทรงตัวและ “เสียมากกว่าได้” ในท้ายที่สุด

.

ส่วนกรณีของคุณน้อยหน่า แตกต่างจากคุณแวร์ เพราะคุณน้อยหน่า ซึ่งมีอาชีพเป็นเซลส์ มีรายได้หลักเป็นค่าคอมมิชชั่น เธอบอกว่า มั่นใจว่าขายได้และขายเก่ง ดังนั้น เงินค่าคอมมิชชั่นจะถูกใช้ไปกับการจับจ่ายใช้สอยแบบที่อยากได้ก็ซื้อ อยากมีก็ซื้อ จนเกิดเหตุการณ์วิกฤติที่ทำให้ยอดขายชะลอลง รายได้ค่าคอมมิชชั่นหายไปพร้อมกับหนี้บัตรเครดิตที่งอกขึ้นมาทั้งหมด 12 ใบที่รอให้เธอเคลียร์ ทั้งจากหนี้ของตัวเองและหนี้ที่เธอรูดบัตรเครดิตให้กับน้องๆ ในทีมขาย ที่บ้างก็ขอให้รูดซื้อของให้ บ้างก็ขอให้รูดเงินสดให้

.

คุณน้อยหน่าบอกว่า เธอเอาตัวรอดจากหนี้ทั้งหมด 4 ล้านบาท ด้วยการปักหลักเจรจากับเจ้าหนี้ทุกราย ขอปรับโครงสร้างหนี้ ขอประนอมหนี้ ปรับอัตราการผ่อนชำระแบบลูกหนี้ผ่อนไหว เจ้าหนี้ได้หนี้คืน ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหนี้นอกระบบ จากนั้นก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเอง ยอมเปิดข้อมูลกับคนในครอบครัวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนเธอเอาชนะหนี้ทั้งหมดได้ในที่สุด

.

บทเรียนข้อแรกจากกรณีคุณน้อยหน่าคืออย่าประมาท โดยเฉพาะกับเรื่องรายได้ที่ไม่แน่นอนอย่างค่าคอมมิชชั่น เพราะมันอาจจะลวงตาให้เราคิดว่า เราใช้จ่ายได้เต็มที่ และอาจจะ เกินตัวเกินกำลัง” รวมถึงการช่วยเหลือคนอื่น (ซึ่งเธอบอกว่ามีเรื่องค้ำประกันด้วย) ยิ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า เรารับความเสียหายได้มากที่สุดเท่าไหร่

.

บทเรียนข้อที่ 2 คือยอมรับปัญหาและลงมือแก้ไขกรณีของคุณน้อยหน่าคือ ไม่หนี และเจรจากับเจ้าหนี้แบบที่วิน–วิน เธอใช้ หนี้ และอยู่ได้ ขณะที่เจ้าหนี้ก็ได้รับเงินคืน จะมากจะน้อย จะช้าหรือเร็ว แต่ก็ยังได้คืน

.

ณ วันนี้ ลูกหนี้ทั้งสองคนผ่านวิกฤติมาแล้ว ที่เหลือหลังจากนี้คือต้องใช้เรื่องราวของตัวเองเป็นบทเรียน ปิดจุดอ่อนและสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน เพื่อที่ครั้งต่อไปจะได้ไม่ล้มหรือถ้าล้มก็ต้องเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นใหม่ให้ได้ทุกครั้ง

.