บริหารเงิน ปี 63 ด้วยสูตร 5-3-2

สูตรที่ดีที่สุดสำหรับการบริหารเงินไม่ว่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจขยายตัว 5% หรือ 3% (รวมทั้งโตต่ำกว่า 3% แบบที่เราอาจจะต้องเผชิญ) น่าจะเป็นสูตร 5-3-2 ค่ะ

.

ใครที่เคยติดตามเวลาที่ดิฉันไปพูด (หรือแม้แต่เคยเขียน) ก็คงคุ้นเคยกับสูตร 5-3-2 ที่ว่านี้ นั่นคือ เมื่อเรามีรายได้ 10 ส่วน ให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก 50% สำหรับใช้จ่าย ส่วนที่สอง 30% สำหรับใช้หนี้ และส่วนที่สาม อีก 20% สำหรับใช้ออม

.

ถ้ามีรายได้เดือนละ 10,000 บาท ก็ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและประจำเดือนได้ครึ่งหนึ่งของรายได้ นั่นคือ 5,000 บาท จะก่อหนี้ก่อสินซื้อรถซื้อบ้าน ก็ไม่ควรมีภาระผ่อนชำระเกินกว่า 3,000 บาทต่อเดือน ส่วนอีก 2,000 บาท ก็เก็บออมเอาไว้ ถ้ามีรายได้เดือนละ 30,000 บาท สูตรก็จะเป็นใช้จ่าย 15,000 บาท ใช้หนี้ 9,000 บาท และใช้เก็บ 6,000 บาท

.

ทำได้แบบนี้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตมากหรือโตน้อยเราก็รอดและใช้ชีวิตได้สบายๆไม่เบียดเบียนตัวเอง

.

ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่า ดิฉันใช้คำว่า “สูตรที่น่าจะดีที่สุด” ไม่ได้ใช้คำว่า “สูตรตายตัว” เพราะทุกอย่างในโลกนี้มันยืดหยุ่นได้ ดังนั้น สำหรับคนที่คิดว่า ตัวเองมีความสามารถในการก่อหนี้หรือชำระหนี้ได้มาก ก็อาจจะเพิ่มสัดส่วน “ใช้หนี้” จาก 30% เป็น 40% แต่ไม่ควรเกิน 50% เช่น มีรายได้ 10,000 บาท มีภาระผ่อนชำระหนี้เดือนละ 4,000 บาทยังพอไหว แต่ถ้าทะลุไปถึง 5,000 บาท หรือมากกว่านั้น ถ้าเกิดเหตุไม่คาคคิดอะไรที่ทำให้ความสามารถชำระหนี้ของเราลดลง เราก็จะเดือดร้อนหนักกลายเป็นชักหน้าไม่ถึงหลัง และอาจจะต้องเดินเข้าสู่วังวนของการก่อหนี้จากการรูดบัตรกดเงินสด การใช้บริการสินเชื่อบุคคล และอาจจะลุกลามไปถึงการกู้หนี้นอกระบบได้

.

แต่การขยับสัดส่วนการก่อหนี้จาก 30% เป็น 40% ของรายได้ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนค่ะนั่นคือเราต้องไปลดทอนในส่วนของ “การใช้จ่าย” จาก 50% เหลือ 40% แปลว่าถ้าจะเป็นหนี้เพิ่มก็ต้องประหยัดกินประหยัดใช้ด้วยส่วนที่ไม่ควรแตะต้องเลยนั่น “ใช้ออม” ซึ่งมีสัดส่วน 20% ของรายได้เพราะส่วนนี้จะเป็นส่วนที่สร้างวินัยทางการเงินให้กับเราและยังเป็นส่วนที่เราสามารถนำไปแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนได้อีกด้วย

.

ดังนั้นสูตรของการ บริหารเงิน จึงสามารถยืดหยุ่นได้จะเป็น 5-3-2 ใช้จ่าย 50% ใช้หนี้ 30%   ใช้เก็บ 20% หรือจะเป็น 4-4-2 ใช้จ่าย 40% ใช้หนี้ 40% และใช้เก็บ 20%   ก็ได้ทั้งนั้นค่ะ

.

และอย่างที่บอกไปแล้วว่า ส่วน “ใช้เก็บ” 20% นั้นเป็นส่วนสำคัญทีเดียว เพราะเราจะเกษียณสุขหรือไม่สุข ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารเงิน 20% ของรายได้นี่แหละค่ะ เนื่องจากเงินส่วนนี้ต้องอาศัย “วินัย” ในการเก็บออม และต้องอาศัย “ความรู้” ในการแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาวของเรา

.

ก่อนจะเริ่มนำเงินไปลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทน เราจำเป็นต้องกันเงินสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 6 เท่าของรายจ่าย ถ้าในแต่ละเดือนเราคำนวณรายจ่ายทั้งหมด ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่ากินค่าใช้ ค่าเดินทางและอื่นๆ ได้เท่าไหร่ เราต้องกันเงินสำรองไว้ 6 เท่า เช่น ถ้ารายจ่ายเดือนละ 20,000 บาท เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 120,000 บาท ส่วนที่เหลือจากสำรองฉุกเฉินนั่นแหละค่ะ คือ ส่วนที่เราจะสะสมไว้เพื่อนำไปลงทุนแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มเติม

.

ส่วนจะลงทุนอะไรดีในปี 2563 หลักคิดก็เหมือนเดิมนั่นคือเป้าหมายการลงทุนว่าเราต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่และเรายอมรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนท่ามกลางความย้อนแย้งกันระหว่างความเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกับเศรษฐกิจจะมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย

.

ท่ามกลางความไม่แน่นอนแบบนี้ การบริหารจัดการเงินด้วยการคาดหวังผลตอบแทนในระดับ 5% ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด พร้อมๆ กับการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เราอาจจะเลือกใช้เครื่องมือกองทุนรวมเพื่อกระจายการลงทุน โดยเลือกกองทุนผสมระหว่างตราสารหนี้กับตราสารทุน ถ้ายอมรับความเสี่ยงได้มาก ก็อาจจะให้น้ำหนักกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 50% ตราสารหนี้ 50% ไม่ควรให้น้ำหนักหุ้นเกินกว่านี้

.

แต่ถ้ายอมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่านั้น ก็ทำกลับข้างกัน คือ เลือกกองทุนที่ให้น้ำหนักในตราสารหนี้มากกว่า ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอาจจะน้อยกว่า แต่ความผันผวนก็น้อยกว่าตามไปด้วย เหนื่อยน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น แต่อย่าลืมพิจารณาด้วยว่า ตราสารหนี้ที่กองทุนเลือกลงทุนนั้น มีความมั่นคงแค่ไหน

.

วันก่อนมีคนมาบ่นเรื่องพันธบัตรออมทรัพย์กระทรวงการคลังว่าดอกเบี้ยต่ำมากจริงๆก็ต้องไม่ลืมว่า “ความเสี่ยงต่ำมาก” ด้วยเช่นกันและต้องไม่ลืมด้วยว่าปี 2563 เป็นอีกหนึ่งปีที่เราต้องเอา “ความเสี่ยง” เป็นตัวตั้งมากกว่าจะแสวงหาผลตอบแทนค่ะ

Comments (0)
Post a Comment