เสาร์–อาทิตย์ที่ผ่านมา มีโอกาสไปร่วมงานไว้อาลัยการจากไปของคุณพ่อของน้องที่ทำงานด้วยกัน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงฟังพระท่านเทศนาธรรม เรื่อง ‘ความไม่ประมาท’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เรากำลังเผชิญหน้ากับโรคระบาด ที่เป็นมหันตภัยใหม่ของโลก ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว หลายคนเสพข่าวในโลกออนไลน์อย่างขาดสติ หวาดกลัวไปหมดทุกอย่างจนเป็นทุกข์เกาะกินใจ หวาดวิตกไปหมดว่าจะอยู่อย่างไร กลายเป็นการดำเนินชีวิตแบบขาดสติกำกับ ที่สุดท้ายจะนำมาซึ่งผลเสีย
.
พระท่านบอกว่ามี 4 อย่างที่เรากำหนดไม่ได้นั่นคือชีวิตอายุโรคภัยไข้เจ็บและที่ตายหรือที่ทอดร่างแม้กระทั่งคนฆ่าตัวตายบางทีก็ไม่ได้ตายตรงนั้นหรือตายในเวลานั้นดังนั้นเมื่อชีวิตอายุโรคภัยไข้เจ็บและที่ตายมันเป็นเรื่องไม่แน่นอนเราก็ต้องดำรงชีวิตด้วย‘ความไม่ประมาท’
.
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงหนักมาก จนสร้างประวัติศาสตร์หยุดพักการซื้อขายด้วยกลไกที่เรียกว่า ‘เซอร์กิตเบรกเกอร์’ คือ พักการซื้อขายอัตโนมัติเมื่อดัชนีราคาหุ้นลดลง 10% โดยจะหยุดซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที เพื่อให้นักลงทุน ‘ตั้งสติ’
.
การสร้างประวัติศาสตร์ที่ว่า คือ ตลาดหุ้นใช้กลไกเซอร์กิต เบรกเกอร์ เมื่อเวลา 14.38 น.ของวันที่ 12 มีนาคม 2563 และเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเวลา 09.59 น. ของวันที่ 13 มีนาคม 2563 ความมั่งคั่ง (หรือจริงๆ จะเรียกว่า ‘เงินลงทุน’ จะเหมาะกว่า เพราะความมั่งคั่งได้จากเราไปแล้ว) ของผู้ลงทุนหายวับไปในพริบตา
.
มีผู้ฟังรายการเงินทองต้องรู้ ส่งข้อความมาบอกว่า ‘ตัดปัญหาจิตตกด้วยการไม่เปิดดูเลยว่าหุ้นที่ตัวเองถือจะเป็นยังไงจะขาดทุนไปเท่าไหร่เพราะไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่ทุกข์ใจ’ ดิฉันตอบไปว่า ทำแบบนั้นก็อาจจะประมาทเกินไป เหมือนกับคนที่ไม่ยอมตรวจสุขภาพ เพราะกลัวว่าตรวจแล้วจะเจอนั่นเจอนี่ ทั้งๆ ที่ถ้าเจอปัญหาตั้งแต่แรก ก็จะคิดหาทางแก้ไขได้ทัน ดีกว่าไม่รู้ไม่เห็นแล้วปล่อยให้โรคภัยหรือปัญหาคุกคามเรา
.
ดังนั้น ‘ความไม่ประมาท’ ที่จะเป็นคาถากันภัยทางการเงินให้กับเราได้ ประการแรก คือ ต้องยอมรับความจริงอย่าหลีกเลี่ยงปัญหา อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น มีหนี้ก็ต้องยอมรับว่ามีหนี้ ลงทุนแล้วขาดทุนก็ต้องยอมรับ ไม่มีรายได้ก็ต้องยอมรับ เพราะความจริงเท่านั้นที่จะทำให้เราดำรงชีวิตในทางที่ควรจะเป็น ไม่บิดเบี้ยวออกนอกเส้นทาง
.
ประการที่สอง คือ หมั่นตรวจสอบฐานะของตัวเองภาวะแบบนี้ต้องตรวจสอบรายรับ–รายจ่ายให้ถ้วนถี่ อย่าประมาท มีทรัพย์สินอะไร มีหนี้สินอะไร อะไรหายไปหรือทำท่าจะหาย อะไรงอกเงยมา ต้องตรวจสอบใกล้ชิดค่ะ อย่าปล่อยปละละเลย
.
ประการที่สาม คือ ลงมือแจกแจงภาระค่าใช้จ่าย ทั้งจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าบัตรเครดิต ซึ่งเป็นรายจ่ายประจำแล้ว มีรายจ่ายจรหรือรายจ่ายพิเศษ เช่น เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันภัยรถยนต์ ค่าเช็คสภาพรถยนต์ ค่าเทอมลูก ถึงกำหนดชำระในช่วงนี้หรือไม่ ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องชำระเพิ่มเติมหรือไม่ เท่าไหร่
.
ประการที่สี่ เมื่อแจกแจงรายจ่ายแล้ว ก็ต้องวางแผนการใช้จ่ายให้ดี จัดกระแสเงินเข้า (ก็คือรายได้) และกระแสเงินออก (คือรายจ่าย) ให้สอดคล้องกัน เพราะหลังจากโควิด-19 ไล่ขวิดเราจนตั้งตัวไม่ทัน หลายๆ คนอาจจะต้องเผชิญกับภาวะรายได้หดหาย เพราะงานอีเว้นท์ต่างๆ ถูกยกเลิก การจัดกระแสเงินเข้า–ออก ป้องกันเงินช็อต จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ค่ะ
.
ประการสุดท้าย อย่าตกใจถ้าต้องดึงเงินออมออกมาใช้ เคยเขียนถึงสัญญาณเตือนภัยทางการเงิน 8 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้น เป็นสัญญาณข้อที่ 5 เรื่องดึงเงินออมออกมาใช้ ถือว่าเข้าข่ายมีปัญหาทางการเงิน วันนี้ต้องยอมรับว่า รายได้ที่สะดุด ขณะที่รายจ่ายยังเดินหน้า ทำให้บางคนอาจจะต้องดึงเงินออมหรือเงินสำรองออกมาใช้ บอกเลยว่าไม่ต้องตกใจหรือซีเรียสค่ะ เพราะเราอยู่ในภาวะวิกฤติจากโควิดคุกคาม การนำเงินสำรองหรือเงินออมออกมาใช้ในภาวะนี้ โดยใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยก็ถือว่าถูกต้องสมประสงค์ตามเป้าหมายแล้ว
.
ไม่ประมาทมีสติยอมรับความจริงหมั่นตรวจสอบแจกแจงรายจ่ายวางแผนการเงินให้รอบคอบอย่าตกใจเกินเหตุจะได้ไม่เข้าข่าย ‘สุขภาพกายโควิด สุขภาพจิตโคม่า’ ค่ะ
.

Comments (0)