ตัวเลขคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งเปิดเผยออกมาล่าสุดนั้น ‘ช็อค’ ความรู้สึกได้ไม่น้อย ถึงแม้จะมีเงื่อนไขภายใต้สมมติฐานต่างๆ มากมาย แต่ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ GDP Growth ที่เป็นฐานถูกปรับลดจากประมาณการเดิมที่ 2.7% เหลือเพียง 0.5% เท่านั้น
.
ถ้าไม่ลืมช่วงที่ตัวเลขเศรษฐกิจทะยานขึ้นจาก 1% ไปสู่ 3% และตั้งเป้าจะเติบโตให้ได้เต็มศักยภาพที่ 5% ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล คสช.จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ตอนนั้นเสียงเพรียกจาก “ฐานราก” ร่ำร้องว่า ทำไมเศรษฐกิจขยายตัว แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกว่า เราได้รับอานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นเลย นั่นเพราะช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจข้างบนที่ออกไปเติบโตแสวงหาผลตอบแทนหรือขยายธุรกิจในต่างประเทศ กับเศรษฐกิจตรงกลาง คือคนส่วนใหญ่ ทั้งที่เป็นเอสเอ็มอี รวมทั้งมนุษย์เงินเดือน และเศรษฐกิจฐานราก ที่เป็นชนชั้นรากหญ้า มันไม่เชื่อมต่อกัน การถ่ายเทความมั่งคั่งจากบนลงกลาง และกลางลงล่างมันไม่เกิด ซึ่งหลายคนเรียกมันว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’
.
การเติบโตหรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจภายใต้การเติบโต 3% กว่าๆซึ่งต่ำกว่าศักยภาพจึงไม่ได้ส่งผลเอื้ออำนวยหรือแผ่ซ่านไปถ้วนทั่วเพราะถ้าจะให้ทุกคน (หรือคนส่วนใหญ่กว่านี้) รู้สึกว่าได้อานิสงส์บ้างเศรษฐกิจต้องขยายให้ได้ 5% อย่างสม่ำเสมอ
.
ในขณะที่เราเฝ้ารอการขยายตัวของเศรษฐกิจจาก 3% ไปเป็น 4% และเป็น 5% ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบๆ ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น “โรคระบาด” ที่มีอัตราการตายต่ำกว่าเมอร์ส และซาร์ส แต่อัตราการแพร่กระจายรุนแรงและรวดเร็วกว่ามาก
.
“โควิด-19″ กัดกร่อนแกนกลางของเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยกิจกรรมทั้งการค้าขายการลงทุนการจับจ่ายใช้สอยการบริโภคจนทำให้ภาพเศรษฐกิจโต 5% เป็นเพียงความฝันเหลือแต่ความจริงที่เศรษฐกิจอาจจะขยายตัวได้ไม่ถึง 1% ต่ำกว่านั้นหรือติดลบซึ่งจะทำให้ ‘เราต้องอยู่กันยากขึ้น’
.
เพราะถ้าเศรษฐกิจขยายตัวได้แค่นี้ การจ้างงานใหม่จะไม่เกิด และปัญหาที่ไม่เคยเกิดอย่างอัตราการว่างงาน ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยกี่ครั้งก็พบว่า เรามีอัตราการว่างงานต่ำและไม่ใช่ปัญหา จะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น
.
สำหรับคนที่ตกงาน หรือหางานทำไม่ได้ ต้อง “อดทน” ต้องบริหารความเครียด เด็กจบมาใหม่ๆ พ่อแม่ก็ต้องไม่กดดัน กินใช้ต้องตามสภาพ มีกินเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น คนที่มีกำลังซื้อก็อย่าหยุดกินใช้ ใช้ตามกำลังที่มี ฟันเฟืองการบริโภคจะได้ไม่ชะงักหรือฉุดให้ชะลอตัวไปมากกว่านี้
.
ที่น่าห่วง คือ ปัญหาหนี้สิน แม้ว่าล่าสุดทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย จะออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าแบบปูพรม ทั้งสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี สินเชื่อบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด รวมถึงการให้ธนาคารออมสิน เปิดรับรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต และการปรับลดการอัตราขั้นต่ำในการชำระหนี้บัตรเครดิตซึ่งปกติอยู่ที่ 10% แต่ถ้ารายได้มันสะดุด ถึงจะมีมาตรการช่วยเหลือ แต่ปัญหาหนี้ก็ยังคงรุมเร้าอยู่ดี
.
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ‘โควิด-19’ ทำให้ความสำคัญของการสำรองเงินเพื่อใช้จ่ายอย่างน้อย 6 เท่าของรายจ่ายชัดเจนขึ้นเพราะเงินสำรองทำให้เรามีกินมีใช้จ่ายและมีใช้หนี้อย่างน้อย 6 เดือนถ้ากินน้อยใช้น้อยกว่าปกติและใช้หนี้ตามปกติก็อาจจะอยู่ได้ยาวกว่านั้น
.
เราจะไม่เห็นคนตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายทั้งๆที่ผลกระทบเพิ่งจะเกิดขึ้นเพียง 2 เดือนเท่านั้นเป็นช่วงที่เวลาที่สั้นมากสะท้อนว่าเขาไม่สามารถรับกระทบจากวิกฤติได้เลย
.
ครั้งก่อนเขียนถึงการรับมือด้วยการทำตัวให้ ‘เบาหนี้’ ครั้งนี้ขอเพิ่มเติมแนวคิดจากคุณแวร์ โซว์ นักแสดงสาวที่ผ่านวิกฤติหนี้มาแล้ว เป็นแนวคิดที่น่าสนใจค่ะ เรื่องแรก ตอนที่คุณแวร์มีรายได้มากๆ เธอทำกรมธรรม์ประกันชีวิตไว้ แต่พอมีปัญหาทางการเงิน เธอไม่สามารถชำระค่าเบี้ยประกันได้ต่อไป เธอไม่ได้ปล่อยผ่านค่ะ เธอศึกษาเงื่อนไขกรมธรรม์ และพบว่า เธอสามารถเวนคืนกรมธรรม์เพื่อขอรับเงินบางส่วนคืนมาได้ ทำให้คุณแวร์มีเงินสดในมือเพิ่ม
.
เรื่องที่ 2 หลังจากผ่านวิกฤติหนี้มาได้ เธอเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย และตัดสินใจซื้อรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ ด้วยเงินสด ด้วยเหตุผลว่า ‘ถ้าวันไหนมีปัญหาต้องใช้เงิน ก็สามารถนำรถไปขอสินเชื่อโดยเสียดอกเบี้ยต่ำกว่ากู้บัตรเครดิตหรือบัตรเงินสด’
.
ภาวะนี้ไม่ใช่แค่เราที่ต้องเตรียมเงินสดสำรองเพราะบริษัทใหญ่ๆหลายแห่งเริ่มปรับโครงสร้างทรัพย์สินอะไรขายได้ก็ขาย ‘กำเงินสด’ ไว้ก่อนเพราะเอาจริงๆเราก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าโควิด-19 จะอยู่กับเราไปจนถึงเมื่อไหร่
.
