วันก่อน “พี่อ้อย” อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสที่ดิฉันนับถือ โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “น้องแก้ม กูรูการเงินแนะนำว่า เรากำหนดรายได้เองไม่ได้ แต่เรากำหนดรายจ่ายเองได้ ว่าแล้ววันนี้ก็เลยโทรยกเลิกบัตรเครดิตไปหนึ่งใบ เหลืออยู่อีก 3 ใบ จะทยอยยกเลิกจนเหลือแค่ใบเดียว”
.
ลองอ่านข้อความที่เพื่อนพี่อ้อยเข้ามาคอมเมนต์เพิ่มเติม ปรากฏว่า หลายคนบอกว่า “ยกเลิกบัตรเครดิตไปหมดแล้ว” อ่านแล้วใจแป้วเลยค่ะ รีบเข้าไปคอมเมนต์บอกพี่อ้อยว่า “ยังไงก็อย่ายกเลิกทั้งหมด ให้เหลือไว้สักใบนึงก็ยังดี”
.
ตัวดิฉันเองใช้บัตรเครดิตใบเดียวมา 20 ปีแล้วค่ะ วงเงินใช้จ่ายที่แบงก์อนุมัติอยู่ที่ 40,000 บาทต่อเดือน บางคนบอกว่า โห ! ทำไมวงเงินง่อยแบบนี้ แต่เชื่อมั้ยคะว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ดิฉันไม่เคยใช้เต็มวงเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
และในขณะที่คนอื่นๆ ทยอยยกเลิกบัตรเครดิต ปีนี้ดิฉันกลับทำบัตรเครดิตเพิ่มอีก 1 ใบ เอาจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำ แต่น้องที่แบงก์ซึ่งเคยเอื้อเฟื้อดูแลกันหลายเรื่องมาขอให้ช่วยทำ ดิฉันก็ทำไปตั้งแต่ต้นปี และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใช้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
ทำไมดิฉันถึงบอกพี่อ้อยว่า “อย่ายกเลิกบัตรเครดิตทั้งหมด” และทำไมดิฉันถึงทำบัตรเครดิตเพิ่มอีกหนึ่งใบ ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ปฏิเสธได้
.
เรื่องของเรื่องคือ จริงๆ แล้ว “บัตรเครดิตมีประโยชน์มากกว่าโทษ” ค่ะ
.
เพียงแต่เราต้องรู้จักใช้มัน รู้จักวางตัวให้เป็นนาย ไม่ใช่ทาสรับใช้บัตรเครดิต
.
คนส่วนใหญ่ใช้บัตรเครดิตอย่างตกเป็น “ทาส” นั่นคือ อยากได้อะไรก็ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อ โดยลืมไปว่า เรากำลังใช้เงินของคนอื่น และทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตคือ “การก่อหนี้” เพราะบิลแจ้งยอดใช้จ่ายที่ถูกส่งมา ก็คือใบแจ้งหนี้ พอหาเงินมาใช้หนี้ที่เกิดจากการจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ ก็ยกความผิดทั้งหมดให้กับบัตรเครดิต นั่นไม่ถูกต้อง ต้องโทษตัวเอง โทษความไม่มีวินัยของตัวเองถึงจะถูก
.
ไม่ต้องพูดเรื่องโปรโมชั่น เรื่องการรับส่วนลดโน่นนี่นั่น เพราะดิฉันไม่ใช่ทาสกลไกตลาด แต่เรากำลังพูดถึงประโยชน์ของบัตรเครดิตในกรณีฉุกเฉิน อย่างกรณีของลูกหนี้รายหนึ่งในรายการ “ทีเด็ดลูกหนี้” ซึ่งเป็นหนี้บัตรเครดิตจากการรักษาพยาบาลตัวเองในเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย จริงๆ ลูกหนี้ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเงินอะไรมากมาย แต่วิธีคิดของเขาก็คือ บัตรเครดิตช่วยรักษาชีวิตเขาไว้ได้ หลังจากหายดีแล้ว ก็ทำงานใช้หนี้บัตรเครดิต โดยไม่ก่อภาระหนี้เพิ่ม ตั้งใจใช้หนี้ก้อนนี้ให้จบ
.
ดิฉันยังชื่นชมเขาว่า เก่ง รู้จักทำตัวเป็น “นาย” ไม่ใช่ “ทาส” หนำซ้ำยังมีวินัย ไม่หลงระเริงกับอำนาจซื้อที่อยู่ในมือ ซึ่งเป็นของปลอมทั้งนั้น
.
ตัวดิฉันเองก็เคยมีประสบการณ์อย่างลูกหนี้คนนี้ ที่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตจ่ายค่ารักษาพยาบาลในภาวะฉุกเฉิน ทำให้รู้ว่า เอาจริงๆ ถ้ารู้จักใช้ มันก็จะคุ้มค่ามาก เราแค่วางตัวเป็น “นาย” ด้วยการใช้อย่างมีสติ จ่ายให้ครบทุกบาทเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ แบงก์จะมาคิดดอกเบี้ยเพิ่มไม่ได้ทั้งนั้น แล้วเลือกบัตรเครดิตที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี ก็เท่ากับเราไม่มีภาระอะไรเลย
.
แต่ถ้าทำไม่ได้ เพราะเสพติดการตกเป็นทาสของการใช้จ่ายไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ควรเหลือบัตรเครดิตไว้สักใบ เพื่อจำกัดการใช้จ่ายของตัวเองและเผื่อไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินค่ะ
