ธรรมชาติอยู่รอบๆ ตัวเรานี่แหละครับ เวลาที่ผมมองไปรอบๆ ตัว ก็มักคิดถึงเรื่องของเงินและการลงทุน
.
เวลามองน้ำหยดหรือน้ำไหล ก็คิดไปว่า คนที่หาเงินได้เยอะก็เหมือนน้ำไหลแรง การใช้น้ำจึงสะดวกสบาย ชะล้างได้สะอาดหมดจดในเวลาที่รวดเร็ว หรือหากจะนำภาชนะมารองน้ำเก็บไว้ใช้ก็สามารถรองได้มากได้เร็ว และรองใส่ภาชนะไว้ได้จำนวนมากมายมหาศาล เปรียบเสมือนบรรดาเศรษฐีมหาเศรษฐี ที่สามารถใช้เงิน บริจาคเงิน ได้ครั้งละมากๆ จะซื้อรถหรูแค่ไหน จะมีกระเป๋าแบรนด์เนมซักกี่ใบ ก็มิได้ระคายผิว หรือภาษาโบราณเรียกว่า “ขนหน้าแข้งไม่ร่วง”
.
แต่ถ้าน้ำไหลน้อยๆ ก็เหมือนคนที่หาเงินได้พอประมาณ อาบน้ำชำระล้างเนื้อตัวให้สะอาดหมดจดได้ช้าหน่อย หรือหากนำภาชนะใบเดียวกับก่อนหน้านี้มารองรับน้ำ ก็จะรองได้เต็มช้ากว่า และรองได้น้อยกว่าในเวลาที่เท่ากัน ดังนั้น การใช้เงินของคนกลุ่มนี้จึงมีขีดจำกัด จะใช้ตามใจชอบไม่ได้ และหากวันใดที่น้ำไม่ไหล ไม่มีน้ำใหม่เข้ามาเติม ต้องนำน้ำสำรองออกมาใช้ ก็จะต้องใช้อย่างประหยัด เพื่อให้หล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองและครอบครัวไปได้ตลอดรอดฝั่ง
.
อีกกรณีเป็นน้ำที่ไหลเอื่อยมาก และบางช่วงไม่ไหลออกมาเป็นสายแต่เป็นหยดๆ เปรียบเสมือนคนที่หาเงินได้น้อยมาก แค่จะกินจะใช้ในแต่ละวันยังไม่ค่อยจะพอ ไม่ต้องพูดถึงการเหลือเก็บ เพราะถึงจะรองเก็บไว้ได้บ้าง แต่ก็ต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ดังนั้น สุดท้ายแล้วก็จะไม่เหลือเงินเก็บอยู่ดี อันนำมาซึ่งการก่อหนี้ก่อสินต่างๆ
.
จะเห็นว่าชีวิตคนกับเรื่องเงินมีหลักๆอยู่ 2 ด้านคือรายรับและรายจ่ายถ้ามีรายรับน้อยก็ต้องจ่ายน้อยถ้ารับน้อยแต่จ่ายมากก็ย่อมหนีไม่พ้นปัญหาหนี้สินเริ่มตั้งแต่หนี้สินที่ชำระได้ไปจนถึงหนี้สินล้นพ้นตัว
.
ส่วนในด้านของรายรับนั้น หากต้องการเร่งให้มีรายรับมากขึ้น ก็ต้องทำงานหาเงินมากขึ้น หรือรู้จักและเข้าใจช่องทางการลงทุนที่ถูกกฎหมายและสามารถเร่งผลตอบแทนได้ (คนที่ไม่มีความเข้าใจจึงมักตกเป็นเหยื่อของพวกที่หลอกให้นำเงินไปลงทุน โดยจูงใจด้วยผลตอบแทนที่สูง)
.
นอกจากมองน้ำแล้ว เมื่อผมมองไปที่หลอดไฟในยามค่ำคืน ก็เห็นธรรมชาติของการลงทุนอยู่ในนั้นด้วย
.
กรณีที่หลอดไฟติดอยู่หลายดวงสว่างไสว ก็เปรียบเสมือนการลงทุนในช่วงนั้นให้ผลตอบแทนดี สร้างความเบิกบาน แช่มชื่น แต่หากต่อมาหลอดไฟเริ่มดับลงทีละดวงๆ จะเปรียบเสมือนการลงทุนที่เริ่มมีปัญหา ตัวเลขในบัญชีเริ่มขาดทุน และในที่สุดเมื่อหลอดไฟทุกดวงดับทั้งหมดก็มืดมิด
.
บางคนมีไฟสำรองไว้อีกระบบหนึ่ง ก็ไม่เดือดร้อนมาก แค่รอจังหวะที่พร้อม แล้วเริ่มต้นลงทุนใหม่ แต่บางคนที่ทุ่มลงทุนในระบบเดียว เมื่อไฟดับสนิททั้งหมดก็แทบจะมองหาทางออกไม่เจอ
.
ดังนั้น ผมจึงมักจะเขียนอยู่บ่อยๆ ว่า ในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง จะต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด มีทางหนีทีไล่ไว้เสมอ อย่าคิดว่าหลอดไฟจะต้องติดสว่างไสวทุกดวงอยู่ตลอดเวลา ต้องมีบ้างแหละที่หลอดนั้นหลอดนี้มีปัญหาไฟดับ การมีไฟสำรองหรือมีไฟฉายไว้ใกล้ตัว ก็เสมือนการเก็บเงินไว้ในอีกแหล่งหนึ่ง ที่สามารถจะนำออกมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน
.
ธรรมชาติคือความจริงที่ไม่หลอกลวงเรา แต่อย่าลืมว่า ภัยจากธรรมชาติหลายอย่างไม่ได้มีสัญญาณเตือนเราล่วงหน้า หรือถึงแม้จะเตือนก็ไม่ได้แม่นยำ 100% เช่น โรคระบาด แผ่นดินไหว ไฟป่า
.
กล่าวโดยสรุปก็คือเวลาที่น้ำไหลต้องหาอะไรมารองรับเพื่อเก็บสะสมไว้อย่าใช้สุรุ่ยสุร่ายและในการลงทุนก็อย่าทุ่มกับระบบหรือสินทรัพย์ใดเพียงอย่างเดียวต้องมีระบบสำรองไว้เสมอ
.
