ลูกหนี้คนล่าสุดที่เพิ่งให้คำแนะนำไป เป็นพนักงานออฟฟิศที่มีประสบการณ์ ‘หนีหนี้’ มาเป็นเวลาสิบปี เริ่มต้นจากตอนที่เธออายุ 18 ปี เริ่มทำงานเป็นครั้งแรก ได้รับเงินเดือน 8,000 บาท ด้วยระดับเงินเดือนขนาดนี้ยังไม่สามารถทำบัตรเครดิตได้ เธอจึงทำบัตรเงินสดสำหรับกดเงินสดมาใช้จ่าย โดยเธอใช้วิธีทำบัตรหลายใบ จากนั้นก็กดเงินสดออกมาเป็นก้อน แต่ละครั้งกดเป็นหลักหมื่น ก่อนจะนำมาทยอยใช้เที่ยวกลางคืน โดยจะใช้ครั้งละ 1,000-2,000 บาทแบบนี้ทุกคืน เธอเริ่มสร้าง หนี้ แล้ว
.
เธอยอมรับว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามประสาเด็กที่ไม่เคยมีพอเริ่มมีก็ไม่ได้คิดยับยั้งชั่งใจ
.
เธอใช้ชีวิตแบบนี้ และใช้หนี้ด้วยวิธีกดเงินสดจากบัตรนึงไปใช้หนี้บัตรอีกใบนึง หมุนวนอยู่แบบนี้จนสุดท้ายหมุนไม่ออก ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ ซึ่งวงเวียนชีวิตแบบนี้ใช้เวลายาวนานถึง 7 ปี จนกระทั่งเธออายุครบ 25 ปี มียอด หนี้ จากการกดเงินสดรวมๆ แล้ว 7-8 หมื่นบาท
.
หลังจาก ‘หมุนไม่ออก’ ไม่มีเงินจ่ายหนี้ เธอเล่าว่า ถูกกดดันจากเจ้าหนี้ทุกทาง ทั้งโทรมาทวงที่ออฟฟิศถี่ๆ โทรไปที่บ้าน ส่งจดหมายมาทวงหนี้ ฝากข้อความถึงเพื่อนร่วมงาน (เพราะตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองลูกหนี้เหมือนปัจจุบันนี้) ทำให้เธอได้รับความอับอายสารพัด ช่วงนั้น เธอขอให้ทางบริษัทส่งไปทำงานต่างจังหวัด ย้ายที่อยู่หนีเจ้าหนี้ไม่ให้ตามเจอ เมื่อถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องก็ใช้วิธีเพิกเฉย และ ‘หนีหนี้’ ไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 10 ปี จนเธออ้างว่า ประวัติ ‘การเบี้ยวหนี้’ ของเธอในเครดิต บูโร เปลี่ยนสถานะเป็น ‘ปกติ’ เธอก็เริ่มทำธุรกรรมทางการเงินครั้งใหม่ด้วยการกู้เงินซื้อบ้าน ซึ่งแบงก์ก็อนุมัติสินเชื่อ
.
ฟังดูเหมือน ‘เริ่มต้นร้าย’ และ ‘ลงท้ายดี’ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปก็ต้องบอกว่าเธออาจจะเป็นลูกหนี้เพียงไม่กี่คนที่ ‘โชคดี’ ที่กู้เงินมาใช้ฟุ่มเฟือยไม่มีความสามารถในการชำระหนี้หนีเจ้าหนี้และกลับมาก่อหนี้ใหม่ได้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมแต่ไม่ใช่ทุกคนจะ ‘โชคดี’ แบบนี้โดยเฉพาะคนที่เจ้าหนี้ตามจนเจอและถูกฟ้องบังคับหนี้จนหมดอนาคตทางการงานและการเงิน
.
ความน่ากลัวของลูกหนี้รายนี้ไม่ใช่แค่ ‘ไม่มีวินัย’ แต่ยัง ‘ไม่มีความรับผิดชอบ’ อีกด้วยเป็นสองคำที่นำมาซึ่งหายนะทางการเงินอย่างแท้จริง
.
เริ่มต้นจาก ‘ความไม่มีวินัย’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการใช้จ่าย จากเด็กผู้หญิงวัยเพียงแค่ 18 ปีกับเงินเดือน 8,000 บาท ถ้ามีวินัยทางการเงินจริงๆ เธออาจจะมีเงินเก็บเหลือสำหรับออมด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องของการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดขนาดใช้จ่ายไม่ได้เลย แต่การใช้เงินสำหรับเที่ยวกลางคืนทุกคืนตลอดเวลาหลายปีนั้น เป็นเรื่อง ‘เกินเลย’ ไปมาก
.
การสร้างวินัยในการใช้จ่ายเท่ากับการสร้างหลักปักฐานให้การใช้ชีวิตในอนาคตมีความแข็งแกร่งรองรับกับความผันผวนและปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามามีผลกระทบได้
.
ส่วน ‘ความรับผิดชอบ’ สำคัญสำหรับลูกหนี้ทุกคน เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ ต้องนึกถึงเวลาที่เราเดือดร้อน ต้องการใช้เงินในเรื่องที่จำเป็น แล้วต้องไปหยิบยืมเงิน ไม่ว่าจะจากคนรู้จัก หรือจากสถาบันการเงิน ถ้าเขาไม่ให้กู้ คนที่เดือดร้อนก็คือเรา
.
ความรับผิดชอบเป็นเรื่องของเครดิต เป็นเรื่องของการสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ อย่าไปคิดสั้นๆ แค่เรื่องเฉพาะหน้าว่าก็ยืมแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแหละ เพราะไม่มีใครรู้อนาคตว่าเราจะมีเรื่องต้องใช้เงินโดยที่ไม่มีเงินอีกหรือไม่
.
เคยมีคนที่เดือดร้อนเพราะ “เบี้ยวหนี้” แบบไม่ตั้งใจ เพราะละเลยและหลงลืม เงินแค่ 2,000 บาท ทำให้เขาไม่สามารถทำธุรกรรมซื้อบ้านให้แม่ เพราะตัวเองเคย “เสียประวัติทางการเงิน” และประวัตินั้นปรากฏในข้อมูลเครดิต บูโร ลูกหนี้คนนี้เคยบ่นว่า “เงินแค่ 2,000 บาทเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยไม่น่าใช่เรื่องใหญ่” ก็ต้องคิดในทางกลับกันว่า คนจะปล่อยกู้เห็นแบบนี้ก็ต้องคิดหนักว่า “เงินแค่ 2,000 บาทยังเคลียร์ไม่ได้แล้วจะแบกภาระเงินกู้ที่มากกว่าไหวหรือ”
.
หลังจากปิดหนี้ค้างชำระ 2,000 บาทเรียบร้อย ก็ไม่ใช่ว่าจะกู้ได้ทันที เพราะข้อมูลในเครดิต บูโร ยังค้างอยู่ แนะนำให้เขาติดต่อกับเครดิต บูโร เพื่อหาทางเคลียร์ข้อมูลดังกล่าว ซึ่งคาดว่าน่าจะจบเรียบร้อย เพราะหลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้ส่งข้อความอะไรมาบอกอีก
.
เห็นมั้ยว่าถ้าเรามีคำสองคำนี้คือมีวินัยในการใช้เงินและมีความรับผิดชอบในการใช้หนี้ก็ไม่มีอะไรต้องเดือดร้อนโดยเฉพาะปัญหาทางการเงิน
.
