ทางเลือกในการลงทุนมีมากมายหลายประเภท มีตั้งแต่แบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไปจนถึงการลงทุนขั้นกว่า หรือขั้นแอดวานซ์ ซึ่งผมคงไม่สามารถแจกแจงได้ทั้งหมด แต่จะยกตัวอย่างบางการลงทุน เพื่อนำไปสู่คำตอบว่า การลงทุนแบบไหนที่สามารถทำให้เลือดไหลไม่หยุด
.
มาดูการลงทุนในหุ้นกันก่อน ซึ่งในช่วงปี 2561-2562 จนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา เมื่อตีเส้นกราฟเพื่อวิเคราะห์เทรนด์ใหญ่ย้อนหลัง พบว่าเป็นเทรนด์ขาลงชัดเจน แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นเป็นรอบๆ รอบใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ถ้าในช่วงที่ปรับขึ้นแล้วนักลงทุนออกของ (ขายหุ้น) ไม่ทัน ราคาหุ้นส่วนใหญ่ก็จะปรับลดลงมาจนน่าใจหาย จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วง 2 ปีนี้ มีคนที่บ่นว่าขาดทุนจากหุ้นจำนวนมาก
.
แต่การลงทุนในหุ้นก็ยังไม่จัดอยู่ในประเภทของการลงทุนที่เลือดไหลไม่หยุด เพราะการซื้อขายหุ้นในแต่ละวันอย่างน้อยก็มีซิลลิ่งและฟลอร์ หรือมีกรอบการเคลื่อนไหวขึ้นสูงสุดไม่เกิน 30% และลงต่ำสุดไม่เกิน 30% จากราคาปิดของวันก่อน หากหุ้นนั้นถูกเทขายจนราคาไหลรูด หรือเรียกว่า “เลือดไหล” ก็จะหยุดที่ติดลบ 30% ในแต่ละวัน
.
หรือกรณีที่หุ้นนั้นราคาต่ำมากๆ (ราคาต่ำกว่า 0.04 บาท) การเปลี่ยนแปลง 1 ช่วงราคาจะเกินกว่า 30% ก็ให้กรอบการขึ้นลงอยู่ที่ 1 ช่วงราคา คือจาก 0.03 บาท ต่ำสุด 0.02 บาท และถ้าราคา 0.02 บาท จะลงไปต่ำสุดได้ที่ 0.01 บาท หรือลดลง 50% แต่ถ้าราคาอยู่ที่ 0.01 บาท จะไม่สามารถลดต่ำกว่านี้ได้ เพราะการซื้อขายที่ราคา 0 บาทไม่มีในโลก แต่สามารถขึ้นเป็น 0.02 บาทได้ นั่นคือการเพิ่มขึ้น 100% ได้ในวันเดียว
.
อย่างไรก็ตาม หุ้นตัวใดจะไหลลงมาที่ 0.01 บาทได้นั้นแสดงว่าบริษัทนั้นต้องมีปัญหาอย่างหนัก คนที่กล้าเสี่ยงซื้อหุ้นราคา 0.02 หรือ 0.01 บาท เพราะหวังจะได้กำไรวันละเกิน 30% คงจะต้องกินดีหมีดีเสือเข้าไป เพราะถึงแม้ราคาจะไม่เป็นศูนย์ แต่หากหุ้นนั้นไม่มีคนซื้อ และราคานอนนิ่งอยู่ที่ 0.01 บาท บริษัทนั้นก็มักจะมีปัญหาทางการเงินจนถึงขั้นที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และต้องถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไป นั่นคือมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่ก็เหมือนเป็นศูนย์อยู่ดี
.
มาถึงการลงทุนที่สามารถทำให้เลือดไหลไม่หยุด คือสามารถขาดทุนจนหมดตัวได้ นั่นคือการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทที่มีการกำหนดอายุ ที่นักลงทุนคุ้นเคยกันดีก็คือ ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ หรือ วอร์แรนท์ ซึ่งจะกำหนดสิทธิว่า 1 วอร์แรนท์ สามารถแลกซื้อหุ้นสามัญได้กี่หุ้น ในราคาเท่าไร และแลกซื้อได้เมื่อไร
.
เช่น วอร์แรนท์ A กำหนดสิทธิไว้ว่า 1 วอร์แรนท์แลกซื้อหุ้นสามัญ A ได้ 1 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท โดยกำหนดวันใช้สิทธิครั้งสุดท้ายวันที่ 31 มีนาคม 2563 หากราคาหุ้นสามัญ A ขณะนี้สูงกว่า 10 บาท ราคาวอร์แรนท์ก็จะมีราคาสูง เพราะราคาแลกซื้อต่ำกว่าราคาหุ้น แต่ถ้าราคาหุ้น A ขณะนี้ต่ำกว่า 10 บาท ราคาวอร์แรนท์ที่ถืออยู่นั้นมีโอกาสจะเป็นศูนย์ได้ หากวันที่ 31 มีนาคม 2563 ราคาหุ้นนั้นยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ 10 บาท
.
หมายความว่า หากนักลงทุนไม่ได้รับวอร์แรนท์นั้นมาฟรีๆ แต่มีต้นทุนในการซื้อ แล้วราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาด นั่นคือการซื้ออนาคต และหากยังอยู่ในสถานการณ์นี้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่เวลาก็เดินหน้าเข้าใกล้วันหมดอายุ 31 มี.ค. 63 ราคาวอร์แรนท์ก็จะลดลงเรื่อยๆ เปรียบเสมือนเลือดไหลออกไปเรื่อยๆ แบบไหลไม่หยุดจนกลายเป็นศูนย์
.
หลักทรัพย์ประเภทใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ DW ก็เช่นกัน เราจะเห็นว่า ราคาที่ซื้อขายต่ำกว่าหน่วยละ 1 บาท ส่วนใหญ่เป็นการซื้ออนาคตทั้งนั้น ซึ่งหากราคาหุ้นหรือดัชนีอ้างอิงปรับตัวลดลงแรง ราคา DW จะปรับตัวลงมากกว่าหลายเท่า และยิ่งใกล้วันหมดอายุ ราคายิ่งไหลรุนแรง เหมือนเลือดไหลโจ๊กทีเดียว
.
ทั้งนี้ นักลงทุนที่ลงทุนในวอร์แรนท์และใน DW จึงต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะหากพลาดพลั้งขึ้นมา เลือดอาจไหลไม่หยุดจนถึงกับหมดเนื้อหมดตัวได้เลยทีเดียว
.
