ยอมรับว่า ทำใจนานมากก่อนจะตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่า ข่าวใหญ่เรื่องการจับกุมผู้ต้องหาใน คดีปล้นทอง ที่จังหวัดลพบุรี ในสัปดาห์ที่ผ่านมาคงสร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคนที่ติดตามข่าวไม่น้อย ยิ่งเมื่อรู้ว่า “ผู้ก่อเหตุ” เป็น “ครู” ที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ยิ่งหดหู่ใจ และถ้ายิ่งเห็นการใช้ชีวิตที่ผู้ต้องหาแสดงตัวตนชัดเจนผ่านสังคมออนไลน์อย่าง “เฟซบุ๊ก” ก็ยิ่งเศร้าใจค่ะ
.
เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในสังคมปัจจุบันที่เป็นแบบนี้เพียงแต่อาจจะไม่นำมาซึ่งการก่อเหตุรุนแรงได้ขนาดนี้
.
นึกถึงครั้งที่เคยไปฟังสัมมนาของบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้น ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ พูดเอาไว้ว่า “หนึ่งในปัจจัยทำลายล้างเศรษฐกิจก็คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนชั้นกลางหรือ Middle Class ที่ต่างกินใช้และแสดงออกถึงฐานะกันอย่างเต็มที่จนเดี๋ยวนี้ไม่มีคำว่า ‘ผ้าขี้ริ้วห่อทอง’ กันแล้ว”
.
กลายเป็น “ทองห่อผ้าขี้ริ้ว” กันเสียหมด !
.
ถ้าฟังจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหา คดีปล้นทอง ที่จังหวัดลพบุรี ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา เขาบอกถึงแรงจูงใจ 2 เรื่องที่ทำให้ต้องปล้นว่า มาจากปัญหาส่วนตัวและปัญหาการเงิน (จริงๆ ไม่ได้ยินคำว่าปัญหาหนี้สิน แต่หลายคนเหมารวมไปว่าปัญหาการเงินที่เขาพูดถึงก็คือปัญหาหนี้สินและหลังจากนั้นก็มีการรายงานข่าวเรื่องหนี้สินต่างๆ ของผู้ต้องหาออกมามากมาย
.
เรียนตามตรงว่าส่วนตัวแล้วไม่แน่ใจว่าจริงแท้แค่ไหน) แต่ที่จริงแน่ๆ ก็คือ ถ้าใครมีโอกาสเข้าไปติดตามการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของผู้ต้องหารายนี้ จะพบว่า เขามีรสนิยมในการกินอยู่และใช้ชีวิต “เกินกว่าฐานะ” ของข้าราชการครูจริงๆ แม้ว่า จะเป็น “ครู” ที่มีตำแหน่งบริหารระดับผู้อำนวยการโรงเรียนก็ตาม
.
ยกเว้นถ้าที่บ้านมีมรดกตกทอดมา อันนั้นก็ว่าไม่ได้ เพราะเคยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งท่านเกษียณราชการไปแล้ว ที่มีคนสงสัยว่า “เป็นข้าราชการทำไมรวยจริง” ท่านก็บอกว่า ตระกูลผมร่ำรวยมาตั้งแต่สมัยปู่สมัยทวด จนตกมาถึงตอนนี้ทำไมจะรวยไม่ได้ ซึ่งก็จริง
.
ไม่ว่าจะเป็นรถยุโรปคันหรู หรือรองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้าล้วนเป็นของแบรนด์เนม ไม่นับรวมเรื่องการท่องเที่ยว การรับประทานอาหาร ล้วนเป็นเรื่อง “เกินฐานะ” หรือ ““ทองห่อผ้าขี้ริ้ว” ที่ไม่ได้นำมาแค่ความเดือดร้อนของตัวเอง แต่ยังทำร้ายชีวิตคนที่ไม่เกี่ยวข้อง
.
เป็นบทเรียนราคาแพงที่น่าศึกษาสำหรับคนที่ถ้าลองสำรวจตัวเองแล้วพบความสุ่มเสี่ยงว่า เราก็อาจจะเป็นหนึ่งใน “ทองห่อผ้าขี้ริ้ว” ด้วยเหมือนกัน
.
ถ้ารู้ตัวว่าใช่ก็ต้องรีบป้องกันไม่ให้เรากลายเป็นเหยื่อของการ “อยู่เกินฐานะ” รายต่อไป
.
ลองตรวจสอบตัวเอง 3 ข้อ และลงมือทำอีก 1 ข้อ เป็นกฎ 4 ข้อสำหรับป้องกันใช้จ่ายเกินตัว รับรองว่า เราจะไม่มีทางเป็น “ทองห่อผ้าขี้ริ้ว” แน่นอนค่ะ เริ่มจากขั้นตอนแรก ตรวจสอบว่า “เรามีรายได้เดือนละเท่าไหร่” หลายคนเห็นเป็นเรื่องขำที่อยู่ๆ ให้ถามตัวเองว่า รายได้แต่ละเดือนเป็นอย่างไร
.
แต่เชื่อหรือไม่ว่า บางคน พอถามเข้าจริงๆ จะตอบว่า “ไม่รู้” เพราะหลายคนไม่ได้มีรายได้ทางเดียว แต่มีรายได้จากการงานพิเศษ ซึ่งถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ไม่ยากเท่าไหร่ เพราะรายได้ค่อนข้างประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ หรือขายของออนไลน์ ต้องจัดทำบัญชีรายได้ให้ดี เพราะรายได้นี่แหละค่ะที่จะเป็นตัวกำหนดรายจ่ายของเรา
.
ขั้นตอนที่สอง ตรวจสอบว่า เรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างครอบคลุมทั้งหมดเลยค่ะ ตั้งแต่ผ่อนหนี้ ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ากิน ค่าเดินทาง เงินให้ครอบครัว พวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่มีทางเลี่ยง ยังไงก็ต้องจ่าย ถึงตรงนี้ เราก็รู้ในเบื้องต้นแล้วว่า เราจะมีเงินเหลือเดือนละเท่าไหร่ ด้วยการนำรายจ่ายมาหักกับรายได้
.
ถ้าลำพังแต่ละเดือนรายจ่ายประจำพวกนี้มากกว่ารายได้ก็หมดสิทธิ์ทำตัวเป็น “ทอง” เพราะจะกลายเป็น “ทองห่อผ้าขี้ริ้ว” ไปเปล่าๆไม่ต้องคิดฟุ้งเฟ้อต้องคิดหารายได้เพิ่มอย่างเดียว
.
แต่ถ้ารายได้ในแต่ละเดือนมีเหลือจากค่าใช้จ่ายประจำ ขั้นตอนที่สาม ก็คือ “ต้องรู้ว่าจะเก็บออมเท่าไหร่” ซึ่งเราเคยพูดกันหลายครั้งแล้วว่า ควรออมอย่างน้อย 20% ของรายได้ และที่สำคัญคือ ต้องออมก่อนใช้ค่ะ นั่นคือ ออมจากส่วนที่หักรายจ่ายประจำแล้วจริงๆ เมื่อได้ตัวเลขหลังจากรายได้หักค่าใช้จ่ายประจำหักเงินออม ตรงนี้แหละที่จะทำให้เรามีโอกาสพลิกจาก “ทองห่อผ้าขี้ริ้ว” กลายเป็น “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ได้
.
เพราะตอนนี้เราจะรู้ฐานะที่แท้จริงของตัวเองว่าในแต่ละเดือนเราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้แค่ไหนเราเที่ยวพักผ่อนกินหรูอยู่แพงได้หรือไม่ถ้าเหลือน้อยเราก็ใช้น้อยถ้าเหลือมากเราอาจจะใช้มากขึ้นได้แต่อย่าใช้จนหมดเพราะเราต้องเผื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉินแม้ว่าในแต่ละเดือนเราจะดึงเงินออมไว้ 20% ของรายได้แล้วก็ตาม
.
แต่ถ้าเรา “จบ” ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 2 คือแต่ละเดือนชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้วเราก็ต้องระงับความอยากได้อยากมีและนึกถึงตัวอย่างความร้ายแรงของการอยู่เกินฐานะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ไว้เตือนตัวเอง
.
ส่วนขั้นตอนสุดท้ายไม่ใช่เรื่องต้องตรวจสอบแต่เป็นเรื่องที่ต้องลงมือทำนั่นคือ“ความมีวินัย” ต้องทำทุกขั้นตอนนี้อย่างสม่ำเสมอต้องมีวินัยและซื่อสัตย์กับตัวเองจะได้ไม่เป็น “ทองห่อผ้าขี้ริ้ว” ที่กินอยู่เกินฐานะแต่เลือกได้ว่าจะเป็น “ทองห่อทอง” คือกินอยู่ตามฐานะหรือ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ที่กินอยู่ต่ำกว่าฐานะแต่มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนกว่า คดีปล้นทอง
.
