โดย ปิยมิตร ยอดเมือง
เรื่องราวที่เป็นพื้นฐานการลงทุนที่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องรู้เรื่องหนึ่งก็คือ การเสนอขายหุ้น IPO (Initial Public Offering) หรือการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เพื่อเป็นตลาดรองสำหรับซื้อขายหุ้น
.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับหุ้น IPO ในอดีตย้อนหลังไปก่อนปี 2560 กับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2561-2562 นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ในอดีตนั้นหุ้น IPO สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนมากมายมหาศาล แบบที่ว่าพอเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก ราคาก็พุ่งขึ้นเหลายสิบหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ (โดยเฉพาะในยุคที่ยังไม่มีการกำหนดเพดานราคาในวันแรกที่เข้าซื้อขาย) จนหุ้นไอพีโอเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของนักลงทุนที่ต้องแย่งกันจองซื้อ
.
ถึงขั้นที่ว่าถ้าโบรกเกอร์ไหนได้เป็นผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นไอพีโอจำนวนมาก ก็จะดึงดูดลูกค้าให้ไปเปิดพอร์ตซื้อขายกับบริษัทนั้นจำนวนมากด้วย แต่ในปัจจุบัน หุ้นไอพีโอที่ราคาซื้อขายวันแรกสูงกว่าราคา IPO มีจำนวนน้อยมากๆ แบบที่ว่า หากหุ้นตัวไหนราคาเทรดวันแรกสูงกว่าราคาไอพีโอก็ต้องแก้บนกันอย่างมโหฬารเลยทีเดียว
.
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เดี๋ยวผมจะกลับมาเล่าเรื่องนี้อีกที แต่ขอบันทึกเป็นข้อมูลไว้ ณ ตรงนี้ก่อนว่า การกำหนดราคาสูงสุดและราคาต่ำสุด (ซิลลิ่ง–ฟลอร์) ของหุ้นที่เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นวันแรกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งหลายหน จากเดิมที่ปล่อยเสรีไม่มีซิลลิ่งและฟลอร์ ก็มากำหนด 100% 200% และล่าสุดเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นมา คือ ราคาสูงสุดต้องไม่เกิน 3 เท่าของราคา IPO ส่วนราคาต่ำสุดต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 0.01 บาท
.
ด้วยเหตุที่ราคาหุ้นไอพีโอวันแรกที่เข้าตลาดสามารถวิ่งขึ้นได้ถึง 300% ในขณะที่หุ้นปกติวิ่งได้แค่ 30% นี่แหละครับทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับหุ้น IPO อาศัยจังหวะนี้เล่นเกมการเงินสร้างตัวสร้างตนจนเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วมากมาย
.
เบื้องหลังของการแสวงหากำไรที่ว่านั้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ แค่ตั้งราคาไอพีโอให้ต่ำๆ หน่อย แล้วผู้เกี่ยวข้องก็เข้าไปซื้อไว้เองเยอะๆ แบ่งขายให้คนอื่นเท่าที่จะเป็นไปตามคุณสมบัติการกระจายหุ้นที่กำหนดเท่านั้นก็พอ แค่นี้ดีมานด์ก็มากกว่าซัพพลายจำนวนมหาศาลแล้ว พอเข้าตลาดราคาจึงวิ่งเอาๆ แบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ คนที่ตุนหุ้น IPO ไว้ก็ค่อยๆ ทยอยขายทำกำไร หรือบางคนอาจจะเทขายพรวดเดียวจนทำให้ราคาหุ้นซวนเซกันเลยก็มี
.
แต่ในปัจจุบัน โอกาสเช่นนั้นทำไม่ง่ายเหมือนในอดีต เพราะในอดีต ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่ได้ควบคุมการจัดสรรหุ้น IPO ของบรรดาผู้จัดจำหน่ายทั้งหลาย ดังนั้น หุ้น IPO ส่วนใหญ่จึงไปกระจุกอยู่ในผู้ที่เรียกว่า “ผู้มีอุปการคุณ” กว่า ก.ล.ต. จะรู้แกวและกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมออกมา ก็แสวงหาประโยชน์กันไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้ว
.
วันที่หลักเกณฑ์การควบคุมการจัดสรรหุ้นไอพีโอสำหรับผู้มีอุปการคุณมีผลใช้บังคับก็คือวันที่ 16 กรกฎาคม 2560 โดยบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์สามารถจัดสรรหุ้นไอพีโอให้กับผู้มีอุปการคุณได้ไม่เกิน 15% ของหุ้น IPO ทั้งหมด (จากเดิมบางบริษัทจัดสรรหุ้น IPO ให้ผู้มีอุปการคุณในสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของหุ้นไอพีโอทั้งหมด) และก.ล.ต. ยังคุมจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อยเมื่อรวมกับหุ้นที่จัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณแล้วต้องไม่เกิน 25% ของหุ้นไอพีโอทั้งหมดด้วย
.
ไม่ใช่แค่นั้นครับ ก.ล.ต.ยังกำหนดให้บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์แจกแจงรายชื่อของผู้มีอุปการคุณ และให้บอกด้วยว่ามีอุปการคุณอย่างไร เพื่อจะดูว่าเป็นการอ้างผู้มีอุปการคุณแบบพล่อยๆ หรือให้ข้อมูลจริง…เป็นไงล่ะครับ เข้มข้นเลยทีเดียว
.
ผลที่เกิดขึ้นก็คือ หลังจากนั้น ราคาหุ้นไอพีโอที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรกก็ลดความหวือหวาลงไปอย่างเห็นได้ชัด
.
นี่ผมยังไม่ได้เขียนถึงเรื่องของการตั้งราคาหุ้นไอพีโอเลย ก็สามารถอธิบายกลไกที่มีผลต่อความหวือหวาหรือไม่หวือหวาของหุ้นไอพีโอได้แล้ว
.
ตอนหน้าผมจะว่าด้วยเรื่องของราคาและปัจจัยพื้นฐานของหุ้น IPO…โปรดติดตาม
.
